ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศท่าอากาศยานเชียงใหม่

 

 

 

 กฎอนามัยระหว่างประเทศ พ

กฎอนามัยระหว่างประเทศ พ.ศ.2548

International Health Regulations(2005)

 

 

ภาคI คำนิยาม จุดประสงค์ ขอบเขต หลักการ และความรับผิดชอบของราชการ

 

มาตรา 1

คำนิยาม

 

1.คำนิยามต่อไปนี้ใช้ใน กฎอนามัยระหว่างประเทศ (เรียกชื่อย่อภาษาอังกฤษว่า IHR หรือ เรียกสั้นๆภาษาไทยว่า กฎอนามัยฯ)

 

                ได้รับผลกระทบ หมายถึง บุคคล กระเป๋าเดินทาง สินค้าบรรทุก ตู้บรรทุกสินค้า ยานพาหนะ สินค้าอื่น หีบห่อพัสดุไปรษณีย์ภัณฑ์ หรือศพ ที่ติดเชื้อหรือปนเปื้อน หรือเป็นแหล่งนำพาการติดเชื้อหรือการปนเปื้อน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงด้านสุขภาพแก่สาธารณชน

 

                พื้นที่ได้รับผลกระทบ หมายถึงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ดำเนินมาตรการด้านสุขภาพภายใต้กฎอนามัยฯนี้

 

                เครื่องบิน หมายถึง เครื่องบินที่ใช้ในการเดินทางไปมาระหว่างประเทศ

 

                ท่าอากาศยาน หมายถึง ท่าอากาศยานที่มีเที่ยวบินระหว่างประเทศ บินเข้า และบินออก

 

                ขาเข้า ของยานพาหนะ หมายถึง

                ก.ในกรณีเรือเดินสมุทร การเดินทางเข้ามา หรือ จอดทอดสมออยู่ใน ณ บริเวณที่ท่าเรือ จัดไว้

                ข.ในกรณีเครื่องบิน การเดินทางมาถึง ท่าอากาศยาน

                ค.ในกรณี เรือในประเทศ กำลังเดินทางระหว่างประเทศ การเดินทางเข้ามาถึง ช่องทางเข้าเมือง

                  (point of entry)

                ง.ในกรณี รถไฟ หรือยานพาหนะทางบก การเดินทางมาถึง ช่องทางเข้าเมือง

 

 

 

                กระเป๋าเดินทาง หมายถึง สัมภาระ สิ่งของ ของผู้เดินทาง  

 

                สินค้าบรรทุก(cargo) หมายถึง สินค้าที่บรรทุกในยานพาหนะหรือในตู้บรรทุกสินค้า

 

                เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ หมายถึง เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบกำหนดและดำเนินมาตรการด้านสุขภาพ ภายใต้กฎอนามัยฯนี้

 

                ตู้บรรทุกสินค้า(Container)” หมายถึง ตู้ที่ใช้บรรจุสินค้าและสิ่งของต่างๆเพื่อการขนส่ง

                ก.มีลักษณะมั่นคงแข็งแรงและเหมาะในการใช้ซ้ำ หลายครั้ง

                ข.ออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้า ต่อเนื่อง จากบกไปเรือ หรือจากเรือไปอากาศ ไปมา โดยไม่ต้องรื้อขนถ่ายสินค้าออกมาบรรจุใหม่

                ค.ติดตั้งอุปกรณ์ที่ช่วยในการเคลื่อนย้ายให้พร้อม จากระบบขนส่งหนึ่งไปยังอีกระบบหนึ่ง และ

                ง.ออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อให้ขนถ่ายหรือบรรจุสินค้าได้ง่าย

 

                 พื้นที่ขนถ่ายสินค้าสำหรับตู้บรรทุกสินค้า หมายถึงสถานที่ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เตรียมไว้ใช้กับตู้บรรทุกสินค้า ในการขนส่งระหว่างประเทศ

 

                การปนเปื้อน หมายถึง สารติดเชื้อ หรือสารพิษ หรือสารอื่นใดที่ติดอยู่ที่ผิวบนร่างกายคนหรือสัตว์ หรือในผลิตภัณฑ์ที่เตรียมไว้เพื่อบริโภค หรืออยู่บนสิ่งของจับต้องอื่นๆ รวมถึง ยานพาหนะ ที่อาจจะทำให้สาธารณชนเกิดความเสี่ยงด้านสุขภาพ

 

                ยานพาหนะ หมายถึง เครื่องบิน เรือ ยานพาหนะทางบก หรือยานขนส่งอื่นๆ ที่ใช้ในการเดินทางระหว่างประเทศ

 

                ผู้ควบคุมบังคับยานพาหนะ หมายถึง บุคคลทั่วไปหรือบุคคลที่ได้รับอำนาจตามกฎหมายในการบังคับยานพาหนะ หรือ ผู้แทน

 

                ลูกเรือ หรือ คนประจำยานพาหนะ หมายถึง บุคคลที่อยู่บนยานพาหนะที่ไม่ใช่ผู้โดยสาร

 

                การกำจัดการปนเปื้อน หมายถึงขั้นตอนของมาตรการด้านสุขภาพที่ดำเนินการเพื่อกำจัดสารติดเชื้อหรือสารพิษ ที่ติดอยู่บนร่างกายของคนหรือสัตว์ หรืออยู่ในผลิตภัณฑ์ที่เตรียมไว้เพื่อการบริโภค หรือติดอยู่บนวัตถุจับต้องอื่น รวมถึง ยานพาหนะที่อาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงด้านสุขภาพแก่สาธารณชน

 

                การเดินทางขาออก หมายถึง บุคคล กระเป๋าเดินทาง สินค้าบรรทุก ยานพาหนะ หรือสินค้า กำลังเคลื่อนย้ายออกนอกอาณาเขตประเทศ

 

                การกำจัดหนู หมายถึง ขั้นตอนการดำเนินมาตรการด้านสาธารณสุขที่ใช้เพื่อควบคุม หรือทำลาย สัตว์ฟันแทะที่เป็นพาหะนำโรคของคน ที่กระทำต่อ กระเป๋า สินค้าบรรทุก ตู้บรรทุกสินค้า ยานพาหนะ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ สินค้า และหีบห่อพัสดุไปรษณีย์ภัณฑ์ ที่ช่องทางเข้าประเทศ

 

                ผู้อำนวยการใหญ่ หมายถึง ผู้อำนวยการใหญ่ ขององค์การอนามัยโลก

 

                โรค หมายถึง ความเจ็บป่วย หรือสภาพด้านการแพทย์ ไม่ว่าจะมีสาเหตุหรือต้นตอมาจากอะไร ที่ปรากฏหรือคงอยู่และมีแนวโน้มที่เป็นอันตรายกับคนอื่น

 

                การทำลายเชื้อ หมายถึง ขั้นตอนการดำเนินมาตรการด้านสุขภาพ เพื่อควบคุม หรือกำจัด สารติดเชื้อ บนร่างกายของคนหรือสัตว์ หรืออยู่ในหรืออยู่บนกระเป๋าเดินทาง สินค้าบรรทุก ตู้บรรทุกสินค้า ยานพาหนะ สินค้า และหีบห่อพัสดุไปรษณีย์ภัณฑ์ โดยใช้เคมีหรือสารทางกายภาพโดยตรง

 

                การกำจัดแมลง หมายถึง ขั้นตอนการดำเนินมาตรการด้านสุขภาพ เพื่อควบคุม หรือกำจัด แมลงนำโรคที่อยู่บนร่างกายของคนหรือสัตว์ หรืออยู่ในหรืออยู่บนกระเป๋าเดินทาง สินค้าบรรทุก ตู้บรรทุกสินค้า ยานพาหนะ สินค้า และหีบห่อพัสดุไปรษณีย์ภัณฑ์

 

                เหตุการณ์ หมายถึง การแสดงออกของโรค หรือ เหตุการณ์ที่มีแนวโน้มจะเกิดโรค

 

                การอนุญาตให้ยานพาหนะเข้าจอด (ฟรีแพรคติก -  free prati que) หมายถึง การอนุญาตให้เรือเข้าจอดเทียบท่า ส่งผู้โดยสารขึ้น หรือลงจากเรือ ขนถ่ายสินค้าบรรทุก หรือสินค้าในห้องเก็บเสบียง ;  การอนุญาตให้เครื่องบินลงจอด  ส่งผู้โดยสารขึ้น หรือลงจากเครื่องบิน ขนถ่ายสินค้าบรรทุกหรือสินค้าในห้องเก็บเสบียง ;  การอนุญาตให้พาหนะทางบก เมื่อมาถึง ส่งผู้โดยสารขึ้น หรือลงจากยานพาหนะ ขนถ่ายสินค้าบรรทุกหรือสินค้าในห้องเก็บเสบียง ;

 

                สินค้า หมายถึง สินค้าที่จับต้องได้ ซึ่งรวม สัตว์และพืช ที่ขนส่งจากการเดินทางระหว่างประเทศ รวมถึงสิ่งของเพื่อใช้ในยานพาหนะด้วย

 

                การผ่านแดนทางบก หมายถึง ช่องทางเข้าเมืองของประเทศใดๆ ซึ่งรวมถึงจุดที่มีถนน และทางรถไฟทางให้ยานพาหนะวิ่งผ่าน

 

                ยานพาหนะขนส่งทางบก หมายถึง ยานพาหนะที่ติดเครื่องยนต์เพื่อใช้ขนส่งระหว่างประเทศ ซึ่งรวม รถไฟ รถโดยสาร รถบรรทุก และรถยนต์

 

                มาตรการด้านสุขภาพ หมายถึง ขั้นตอนต่างๆที่ใช้เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรคหรือการปนเปื้อน  มาตรการด้านสุขภาพไม่รวม การบังคับใช้กฎหมายหรือมาตรการเพื่อความมั่นคง

 

                ผู้เจ็บป่วย หมายถึง บุคคลที่กำลังทนทุกข์หรือได้รับผลกระทบทางร่างกายและอาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้อื่น

 

                การติดเชื้อ หมายถึง สารติดเชื้อเข้าสู่ร่างกายคนหรือสัตว์และพัฒนาแบ่งตัว ทำให้บุคคลอื่นมีความเสี่ยงด้านสุขภาพ

 

                การตรวจตรา หมายถึง การตรวจตราพื้นที่ กระเป๋าเดินทาง ตู้บรรทุกสินค้า ยานพาหนะ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ สินค้า หรือหีบห่อพัสดุไปรษณีย์ภัณฑ์ ซึ่งรวมถึง การตรวจข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้องของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ  เพื่อประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพด้วย

 

                การจราจรระหว่างประเทศ หมายถึง การเคลื่อนย้าย บุคคล กระเป๋าเดินทาง สินค้าบรรทุก ตู้บรรทุกสินค้า ยานพาหนะ สินค้า หรือหีบห่อพัสดุไปรษณีย์ภัณฑ์ ข้ามพรมแดน รวมถึง การค้าระหว่างประเทศด้วย

 

                การเดินทางระหว่างประเทศ หมายถึง

                ก.ในกรณียานพาหนะ การเดินทางระหว่างช่องทางเข้าประเทศมากกว่าหนึ่งประเทศ หรือ การเดินทางระหว่างช่องทางเข้าหลายพื้นที่ในประเทศเดียวกันแต่ไปผ่านพื้นที่ของประเทศอื่นมาก่อนและแจ้งให้ทราบ  

                ข.ในกรณีผู้เดินทาง การเดินทางที่รวมการผ่านเข้าแดนของประเทศอื่นที่ไม่ใช่ประเทศที่ผู้เดินทางเริ่มต้นเดินทาง

 

                ละลาบละล้วง(intrusive)” หมายถึง ความรู้สึกอึดอัด โมโห ไม่สบายใจ จากการเข้าใกล้ หรือใกล้ชิดอย่างยิ่ง หรือจากคำถามที่ไม่สมควร

 

                หัตการที่ทำให้บาดเจ็บ(invasive)” หมายถึง การใช้สิ่งแปลกปลอมหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ เจาะ ผ่า กรีด ผิวหนัง หรือร่างกายเพื่อตรวจช่อง โพรงต่างๆ  จุดประสงค์ของกฎอนามัยฯนี้ยกเว้น การตรวจเพื่อดูหู จมูกและปาก การวัดอุณหภูมิโดยใช้เทอร์โมมิเตอร์เสียบหู ทาบผิวหนัง หรืออมในปาก หรือใช้เครื่องจับภาพความร้อน การตรวจร่างกาย ฟังหัวใจ สัมผัสคลำก้อน ส่องกล้องดูจอตา เก็บตัวอย่างปัสสาวะ อุจจาระ น้ำลาย วัดความดันเลือด และวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจเหล่านี้ไม่ถือว่าเป็นหัตการที่ทำให้บาดเจ็บ

 

                การแยกกัก(Isolation)” หมายถึง การแยกผู้ป่วยหรือผู้ที่มีการปนเปื้อน หรือกระเป๋าเดินทาง ตู้บรรทุกสินค้า ยานพาหนะ สินค้า หรือหีบห่อพัสดุไปรษณีย์ภัณฑ์ ที่ได้รับผลกระทบ โดยมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคหรือสารปนเปื้อน

 

                การตรวจทางการแพทย์ หมายถึง การประเมินบุคคลเบื้องต้นโดยเจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ผู้มีอำนาจหรือโดยเจ้าหน้าที่อื่นภายใต้การดูแลจากเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ เพื่อตรวจสภาวะสุขภาพของผู้เดินทาง ว่าจะมีความเสี่ยงด้านสุขภาพแก่บุคคลอื่นหรือไม่ ทั้งนี้จะรวมถึงการตรวจสอบเอกสาร และการตรวจร่างกายทางกายภาพตามความเหมาะสม ตามสถานการณ์ และเป็นรายๆไป

 

                ผู้ประสานงานกฎอนามัยฯระดับชาติ(National IHR Focal Point) หมายถึง ศูนย์ระดับชาติที่รัฐบาลมอบหมาย และสามารติดต่อ สื่อสาร กับ จุดประสานงาน กฎอนามัยฯ ขององค์การอนามัยโลก (WHO IHR Contacts Points) ได้ตลอดเวลา

 

                องค์กร หรือ “WHO” หมายถึง องค์การอนามัยโลก

 

                ผู้อยู่อาศัยถาวร มีความหมายตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายของประเทศนั้นๆ

 

                ข้อมูลบุคคล หมายถึง ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องใดๆที่ใช้ตรวจสอบบุคคล

 

                ช่องทางเข้าประเทศ หมายถึง ช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศที่ผู้เดินทาง กระเป๋าเดินทาง สินค้าบรรทุก ตู้บรรทุกสินค้า ยานพาหนะ สินค้า และหีบห่อพัสดุไปรษณีย์ภัณฑ์ เคลื่อนที่ผ่าน ทั้งนี้รวมถึงผู้แทนและพื้นที่ที่จัดไว้เพื่อให้บริการที่เกี่ยวข้องในการเข้าหรือออกด้วย

 

                ท่าเรือ หมายถึง ท่าเรือเดินทะเล หรือท่าเรือตามลำน้ำในประเทศที่เรือเดินทางระหว่างประเทศจอดเทียบท่าทั้งขาเข้าและขาออก

 

                หีบห่อพัสดุไปรษณีย์ภัณฑ์ หมายถึง สิ่งของที่บรรจุหีบห่อ มีที่อยู่ของผู้รับ และขนส่งไปมาระหว่างประเทศโดยไปรษณีย์ หรือ บริการขนส่งหีบห่อพัสดุภัณฑ์อื่นๆ(courier services)

 

                ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่มีแนวโน้มลุกลามข้ามประเทศ (public health emergency of international concern)” หมายถึง เหตุการณ์ด้านสาธารณสุขที่ผิดปกติที่กำหนดไว้ในกฎอนามัยฯนี้

                (1)ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อประเทศอื่นๆ จากการแพร่ระบาดข้ามประเทศ

                และ

                (2)มีความรุนแรง และต้องอาศัยความร่วมมือจากนานาประเทศในการจัดการ

 

                การสังเกตการณ์ด้านสาธารณสุข หมายถึง การเฝ้าสังเกตสภาวะสุขภาพของผู้เดินทางในช่วงเวลาหนึ่งโดยมีจุดประสงค์เพื่อตรวจหาความเสี่ยงของการแพร่กระจายโรค

 

                ความเสี่ยงด้านสุขภาพ หมายถึง โอกาสที่เหตุการณ์ที่เกิดจะเป้นอันตรายต่อสุขภาพของประชากร โดยเน้นไปที่เหตุการณ์ที่อาจจะแพร่กระจายข้ามประเทศ หรืออาจะเป็นโรคที่ร้ายแรงและเป็นอันตรายในวงกว้าง

 

                การกักกันโรค (Quarantine) หมายถึง การจำกัดกิจกรรมผู้ต้องสงสัยที่ยังไม่มีอาการป่วย และ/หรือ แยกตัวออกมาจากบุคคลอื่น หรือ การกระทำดังกล่าวต่อ กระเป๋าเดินทาง ตู้บรรทุกสินค้า ยานพาหนะ หรือสินค้า ด้วยมาตรการเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคหรือสิ่งปนเปื้อน

 

                คำแนะนำ และ ที่แนะนำ หมายถึง คำแนะนำชั่วคราวหรือยืนพื้น ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎอนามัยฯนี้

 

                แหล่งรังโรค หมายถึง สัตว์ พืช หรือสิ่งของใดๆ ที่เชื้อโรคอาศัยอยู่ และสร้างความเสี่ยงด้านสุขภาพแก่สาธารณชน

 

                ยานพาหนะใช้ถนน หมายถึงยานพาหนะที่ใช้ขนส่งทางบก แต่ไม่ใช่รถไฟ

 

                หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง ข้อมูลที่เป็นข้อพิสูจน์ตามหลักวิธีทางวิทยาศาสตร์ที่ยอมรับ

 

                หลักการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง กฎ หรือ ตรรกะ ของความรู้ธรรมชาติวิทยาพื้นฐานที่ได้มาด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์และเป็นที่ยอมรับแล้ว

 

                เรือ หมายถึง เรือเดินทะเล เรือเดินสมุทร หรือเรือเดินตามลำน้ำในประเทศและกำลังเดินทางระหว่างประเทศ

 

                คำแนะนำยืนพื้น หมายถึง คำแนะนำที่ไม่ผูกมัดขององค์การอนามัยโลกที่ออกให้ดำเนินการติดตามความเสี่ยงด้านสุขภาพจำเพาะ ตามมาตรา 16  อ้างถึงมาตรการด้านสาธารณสุขที่เหมาะสมที่ใช้ดำเนินการเป็นประจำหรือครั้งคราวในการป้องกันหรือลดการแพร่กระจายโรคข้ามประเทศและรบกวนการจราจรระหว่างประเทศให้น้อยที่สุด

 

                การเฝ้าระวัง หมายถึง ระบบเก็บ รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลด้านสาธารณสุขและแจกจ่ายให้ผู้เกี่ยวข้องเพื่อประเมินและดำเนินมาตรการด้านสาธารณสุขต่างๆตามความจำเป็น

 

                ผู้ต้องสงสัย หมายถึง บุคคล กระเป่าเดินทาง สินค้าบรรทุก ตู้บรรทุกสินค้า ยานพาหนะ สินค้า หรือหีบห่อพัสดุไปรษณีย์ภัณฑ์ ที่ทางการสงสัยว่าจะเผยผึ่งกับเชื้อโรคหรืออาจจะเผยผึ่งกับแหล่งรังโรคและจะเป็นแหล่งแพร่กระจายเชื้อไปยังสาธารณชน

 

                คำแนะนำชั่วคราว หมายถึงคำแนะนำที่ไม่ผูกมัดที่องค์การอนามัยโลกออกตามมาตรา15 เพื่อใช้ในช่วงเวลาหนึ่ง เมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินทางสาธารณสุขที่มีแนวโน้มจะลุกลามข้ามประเทศ เพื่อป้องกันหรือลดระดับการแพร่กระจายโรค โดยที่รบกวนการจราจรระหว่างประเทศน้อยที่สุด

 

                ผู้อาศัยชั่วคราว มีความหมายตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายของประเทศนั้นๆ

 

                ผู้เดินทาง หมายถึง บุคคลทั่วไปที่เดินทางไปมาระหว่างประเทศ

 

                พาหะนำโรค หมายถึง แมลง หรือสัตว์อื่น ที่จะนำพาเชื้อโรคติดตัวไปอยู่เสมอ และก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านสุขภาพ

 

                การตรวจสอบพิสูจน์(verification)” หมายถึง การเตรียมข้อมูลของประเทศส่งให้ องค์การอนามัยโลกเพื่อยืนยันเหตุการณ์ที่เกิดในประเทศ

 

                ผู้ประสานกฎอนามัยฯขององค์การอนามัยโลก หมายถึง หน่วยงานขององค์การอนามัยโลกที่ผู้ประสานกฎอนามัยฯของประเทศต่างๆจะติดต่อสื่อสารเข้าถึงได้ตลอดเวลา

 

2.ถ้าไม่ได้กำหนดจำเพาะหรือเป็นลายลักษณ์อักษร ส่วนอ้างอิงของกฎอนามัยฯนี้จะรวมภาคผนวกด้วย

 

 

 

มาตรา2

จุดประสงค์และขอบเขต

                จุดประสงค์และขอบเขตของกฎอนามัยฯนี้ เพื่อป้องกัน ปกป้อง ควบคุม ดำเนินมาตรการสาธารณสุข เพื่อจำกัดการแพร่กระจายโรคด้วยมาตรฐานการจำกัดความเสี่ยงด้านสาธารณสุข โดยที่รบกวนการค้าและการจราจรระหว่างประเทศให้น้อยที่สุด

 

มาตร3

หลักการ

1.การดำเนินมาตรการตามกฎอนามัยฯนี้จะต้องเคารพคุณค่า และสิทธิ และอิสระพื้นฐานของบุคคล

2.การดำเนินมาตรการตามกฎอนามัยฯนี้ จะเป็นไปตามหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ และรัฐธรรมนูญขององค์การอนามัยโลก

3.การดำเนินมาตรการตามกฎอนามัยฯนี้ จะชี้นำโดยจุดประสงค์ในการป้องกันปัจเจกชนทุกคนในโลกนี้ ให้ปลอดภัยจากการแพร่ระบาดของโรคข้ามประเทศ

4.ประเทศต่างๆ ตามกฎบัตรสหประชาชาติ หลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ สิทธิสภาพในอาณาเขตและการใช้กฎหมายในประเทศเพื่อปฏิบัติตามนโยบายสาธารณสุขแห่งชาติ จะต้องยอมรับจุดประสงค์ของกฎอนามัยฯนี้

 

มาตรา4

เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ

1.แต่ละประเทศ    จะต้องมอบหมายหรือแต่งตั้ง ผู้ประสานกฎอนามัยฯระดับชาติ (National IHR Focal Point) และเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบจะดำเนินมาตรการด้านสุขภาพภายใต้กฎอนามัยฯนี้ และตามอำนาจทางกฎหมายในประเทศ

2.ผู้ประสานกฎอนามัยฯระดับชาติ จะติดต่อสื่อสารกับผู้ประสานกฎอนามัยฯขององค์การอนามัยโลกได้ตลอดเวลาตามย่อหน้าที่3 ของมาตรานี้ งานของผู้ประสานกฎอนามัยฯระดับชาติได้แก่

                (ก)ติดต่อกับผู้ประสานกฎอนามัยฯองค์การอนามัยโลกในนามประเทศ แจ้งด่วนเรื่องการบังคับใช้กฎอนามัยฯโดยเฉพาะ มาตรา6-12; และ

                (ข)เผยแพร่ แจกจ่าย ข้อมูลข่าวสาร หรือแบบฟอร์มข้อมูลที่ตรวจสอบพิสูจน์แล้วเพื่อประมวล ไปยังหน่วยงานอื่นๆของรัฐ เช่น หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการเฝ้าระวัง และการรายงาน ช่องทางเข้าเมือง บริการสาธารณสุข คลินิก และโรงพยาบาล และกรม กอง ต่างๆ ของรับบาล

3.องค์การอนามัยโลกจะแต่งตั้งผู้ประสานกฎอนามัยฯ ที่จะสามารถติดต่อสื่อสารกับผู้ประสานกฎอนามัยฯระดับชาติได้ตลอดเวลา ผู้ประสานกฎอนามัยฯองค์การอนามัยโลกจะส่งมาตรการที่ดำเนินการตามกฎอนามัยฯนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรา6-12 ไปยังผู้ประสานกฎอนามัยฯระดับชาติของประเทศที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วน องค์การอนามัยโลกจะแต่งตั้งผู้ประสานกฎอนามัยฯที่สำนักงานใหญ่หรือสำนักงานภูมิภาคก็ได้

4.ประเทศสมาชิกจะต้องส่งรายละเอียดของการติดต่อกับผู้ประสานกฎอนามัยฯระดับชาติให้องค์การอนามัยโลก และองค์การอนามัยโลกก็จะส่งรายละเอียดการติดต่อกับผู้ประสานกฎอนามัยฯ องค์การอนามัยโลกเช่นกัน รายละเอียดดังกล่าวต้องทบทวนให้ทันสมัยเสมอ และยืนยันปีละครั้ง องค์การอนามัยโลก จะส่งรายละเอียดการติดต่อของผู้ประสานกฎอนามัยฯระดับชาติที่ได้รับ กลับไปให้ประเทศสมาชิก ตามมาตรานี้

 

ภาคII ข้อมูลข่าวสารและการตอบสนองด้านสุขภาพ

 

มาตรา5

การเฝ้าระวัง

1.ประเทศสมาชิกจะต้องพัฒนา สร้างความแข็งแกร่ง และดูแลกำกับ ให้ ความสามารถในการตรวจจับ ประเมินสถานการณ์ แจ้งความและรายงานเหตุการณ์ ตามกฎอนามัยฯตามที่กำหนดไว้ใน ภาคผนวก1 ให้เป็นไปอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือต้องไม่ล่าช้ากว่า 5 ปี หลังบังคับใช้กฎอนามัยฯนี้แล้ว

2.อ้างถึงการประเมินที่กล่าวไว้ในย่อหน้า2 ส่วน ก ของภาคผนวก1 ประเทศสมาชิกจะต้องรายงานความจำเป็น และแผนปฏิบัติการตามกฎอนามัยฯนี้ไปยังองค์การอนามัยโลก โดยต่อเวลาได้อีก 2 ปี ในการดำเนินมาตรการบังคับตามย่อหน้าแรก ของมาตรานี้ ในกรณีสถานการณ์จำเป็นและมีแผนปฏิบัติการใหม่ ประเทศสมาชิกอาจจะร้องขอต่อเวลาไปยัง ผู้อำนวยการใหญ่ องค์การอนามัยโลก ได้อีกไม่เกิน 2 ปี ผู้อำนวยการใหญ่ฯจะตัดสินโดยอาศัยคำแนะนำด้านเทคนิกจากคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นตามมาตรา50 (ต่อไปจะเรียกว่า คณะกรรมการทบทวน-Review Committee)”  หลังพ้นระยะเวลาที่กำหนดในย่อหน้าแรก ของมาตรานี้ ประเทศสมาชิกที่ได้รับการต่อเวลาจะต้องรายงานความคืบหน้าของการดำเนินมาตรการเต็มรูปแบบไปยังองค์การอนามัยโลก ปีละครั้ง

3.องค์การอนามัยโลกจะให้ความช่วยเหลือในการพัฒนา สร้างเสริมความแข็งแกร่ง และดูแลกำกับ กิจกรรมต่างๆที่อ้างถึงในย่อหน้าแรกของมาตรานี้ ถ้าที่ประเทศสมาชิกร้องขอ

4.องค์การอนามัยโลก จะรวบรวมข้อมูลข่าวสาร ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ผ่านทางกิจกรรมการเฝ้าระวัง และประเมินความเสี่ยงที่อาจจะทำให้เกิดโรคระบาด หรือรบกวนการจราจรโลก ข้อมูลข่าวสารที่องค์การอนามัยโลกได้รับ ตามย่อหน้านี้จะดำเนินการตามมาตรา11 และ 45 ตามความเหมาะสม

 

มาตรา6

การแจ้งความ

1.ประเทศสมาชิกจะต้องประเมินเหตุการณ์ที่เกิดในประเทศโดยอาศัยตัวช่วยในการตัดสินใจตาม ภาคผนวก2 การแจ้งความให้องค์การอนามัยโลกรับทราบต้องใช้การติดต่อสื่อสารที่ทันสมัยที่สุดโดยผ่านทางผู้ประสานกฎอนามัยฯระดับชาติภายใน 24 ชั่วโมง หลังการประเมินข้อมูลที่อาจจะเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขเสร็จสิ้น รวมถึงมาตรการต่างๆเพื่อใช้ปฏิบัติกับเหตุการณ์นั้นๆ ถ้าข้อมูลที่องค์การอนามัยโลกได้รับมีความเกี่ยวข้องกับองค์การพลังงานอะตอมระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency-IAEA) องค์การอนามัยโลกก็จะแจ้งความไปยัง IAEA โดยทันที

2.หลังแจ้งความ ประเทศสมาชิกจะต้องติดต่อกับองค์การอนามัยโลกเป็นระยะ เพื่อส่งรายละเอียดของการแจ้งความที่ตรวจสอบแล้ว เช่น คำนิยามรายป่วย ผลจากห้องปฏิบัติการ แหล่งหรือชนิดของความเสี่ยง จำนวนผู้ป่วยและที่เสียชีวิต เงื่อนไขที่ทำให้เกิดการแพร่กระจายโรค และมาตรการด้านสุขภาพที่ใช้ดำเนินการ รวมถึงการรายงาน ปัญหาอุปสรรคและการสนับสนุน

 

มาตรา7

การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารในเหตุการณ์สาธารณสุขที่คาดไม่ถึงหรือผิดปกติ

ถ้าประเทศสมาชิกมีหลักฐานแสดงว่าเกิดเหตุการณ์ด้านสาธารณสุขที่ผิดปกติ หรือ คาดไม่ถึง ไม่ว่าจะมีสาเหตุมาจากอะไรในประเทศตนและมีแนวโน้มจะแพร่กระจายเกิดเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขข้ามประเทศ ประเทศสมาชิกจะต้องส่งข้อมูลข่าวสารสาธารณสุขของเหตุการณ์ดังกล่าวให้องค์การอนามัยโลกทราบ โดยถือปฏิบัติตามบัญญัติของมาตรา6 อย่างเคร่งครัด

 

มาตรา8

การปรึกษาหารือ

ในกรณีที่เหตุการณ์ที่เกิดในประเทศสมาชิกไม่เข้าข่ายต้องแจ้งความตามมาตรา6 เพราะข้อมูลไม่เพียงพอนำมาผ่านตัวช่วยในการตัดสินใจ ประเทศสมาชิกจะต้องติดต่อกับองค์การอนามัยโลกผ่านผู้ประสานกฎอนามัยฯระดับชาติ และปรึกษาหารือองค์การอนามัยโลกถึงมาตรการด้านสุขภาพที่เหมาะสม การติดต่อดังกล่าวจะเป็นไปตามย่อหน้า 2-4 ตามมาตรา11 ประเทศสมาชิกที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นอาจร้องขอความช่วยเหลือจากองค์การอนามัยโลกด้านการประเมินหลักฐานทางระบาดวิทยาที่ประเทศสมาชิกรวบรวมไว้

 

มาตรา9

รายงานอื่นๆ

1.องค์การอนามัยโลกอาจจะใช้รายงานจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่จากการแจ้งความหรือการขอปรึกษาหารือเพื่อประเมินตามหลักการระบาดวิทยา และติดต่อส่งข้อมูลข่าวสารดังกล่าวกลับไปยังประเทศสมาชิก ก่อนที่จะดำเนินมาตรการตามรายงาน องค์การอนามัยโลกจะปรึกษากับประเทศสมาชิกเพื่อตรวจสอบข้อมูลข่าวสารตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในมาตรา10 องค์การอนามัยโลกจะจัดส่งข้อมูลข่าวสารที่ได้รับไปยังประเทศสมาชิกเมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าเกี่ยวข้องและจะปิดเป็นความลับ ข้อมูลข่าวสารดังกล่าวจะนำไปใช้ตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ ในมาตรา11

2.ประเทศสมาชิกในทางปฏิบัติต้องรายงานองค์การอนามัยโลกใน 24 ชั่วโมงเมื่อได้รับหลักฐานว่าพบเหตุเสี่ยงด้านสาธารณสุขนอกประเทศที่อาจจะมีแนวโน้มลุกลามข้ามเขตแดนจากการนำเข้าหรือส่งออก:

                (ก)ผู้ป่วย

                (ข)ยานพาหนะที่นำการติดเชื้อหรือการปนเปื้อน; หรือ

                (ค)สินค้าที่ปนเปื้อน

 

มาตรา10

การตรวจสอบพิสูจน์ความจริง(verification)

1.องค์การอนามัยโลกอาจใช้อำนาจตาม มาตรา9 ขอให้ประเทศสมาชิกตรวจสอบพิสูจน์ความจริงในรายงานเหตุฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่เกิดในประเทศซึ่งอาจลามข้ามเขตแดนจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่การแจ้งความหรือการขอปรึกษา ในกรณีดังกล่าวองค์การอนามัยโลกอาจจะแจ้งข้อสงสัย

ในรายงานที่ต้องการให้ตรวจสอบพิสูจน์

2.การปฏิบัติตามย่อหน้าที่แล้ว และตามบัญญัติมาตรา9 ประเทศสมาชิกจะทำการตรวจสอบพิสูจน์ตามคำขอร้องขององค์การอนามัยโลก

                (ก)ภายใน 24 ชั่วโมง สำหรับคำตอบเบื้องต้น หรือคำรับทราบคำขอร้องขององค์การอนามัยโลก

                (ข)ภายใน 24 ชั่วโมง สำหรับข้อมูลข่าวสารด้านสาธารณสุขของเหตุการณ์ที่หาได้ ตามคำขอร้องขององค์การอนามัยโลก และ

                (ค)ข้อมูลข่าวสารที่ส่งให้องค์การอนามัยโลกจะมีรูปแบบการประเมินข้อมูลข่าวสารที่อธิบายไว้แล้วในตามมาตรา6

3.เมื่อองค์การอนามัยโลกได้รับข้อมูลข่าวสารเหตุการณ์ที่อาจเป็นเรื่องฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่ลุกลามข้ามเขตแดน องค์การอนามัยโลกอาจจะมอบหมายให้หน่วยงานความร่วมมืออื่นที่ประเทศสมาชิกยอมรับเข้าประเมินความเสี่ยงของการระบาดข้ามประเทศที่อาจจะรบกวนการจราจรโลก รวมถึงมาตรการควบคุมที่เหมาะสม กิจกรรมดังกล่าวจะรวมความร่วมมือกับหน่วยงานกำหนดมาตรฐานอื่นๆ และเสนอความช่วยเหลือจากนานาชาติเพื่อสนับสนุนรัฐบาลของประเทศสมาชิกที่จะประสานและดำเนินงานภาคสนาม เมื่อประเทศสมาชิกร้องขอ องค์การอนามัยโลกจะให้ข้อมูลข่าวสารที่สนับสนุนการเสนอให้ความช่วยเหลือดังกล่าว

4.ถ้าประเทศสมาชิกปฏิเสธความช่วยเหลือจากหน่วยงานความร่วมมือ แต่องค์การอนามัยโลกประเมินขนาดความรุนแรงของเหตุการณ์โดยจะใช้ข้อมูลข่าวสารของประเทศสมาชิกเท่าที่มี ขณะเดียวกันก็พยายามขอให้ประเทศสมาชิกรับความช่วยเหลือจากหน่วยงานความร่วมมือขององค์การอนามัยโลกที่ประเทศสมาชิกยอมรับ

 

มาตรา11

การจัดหาข้อมูลข่าวสารโดยองค์การอนามัยโลก

1.ตามย่อหน้า2 ของมาตรานี้ องค์การอนามัยโลกจะส่งข้อมูลด้านสาธารณสุขที่ได้รับตามมาตรา5-10 ไปยังประเทศสมาชิก หน่วยงานรัฐบาลอื่นๆ ให้เร็วที่สุดที่ด้วยเครื่องมืออุปกรณ์ที่ทันสมัยที่สุดที่จะทำได้ ทั้งยังปิดเป็นความลับเฉพาะเพื่อให้ประเทศสมาชิกมีข้อมูลที่จำเป็นในการตอบโต้เหตุการณ์ที่มีความเสี่ยงด้านสาธารณสุขดังกล่าว องค์การอนามัยโลกจะติดต่อไปยังประเทศอื่นๆที่อาจจะช่วยกันป้องกันเหตุการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขทำนองเดียวกันไม่ให้เกิดในประเทศ

2.องค์การอนามัยโลกจะใช้ข้อมูลข่าวสารที่ได้รับตามมาตรา6 และ 8 และตามย่อหน้า2 ของมาตรา9 เพื่อตรวจสอบพิสูจน์ความจริง ประเมิน และให้ช่วยเหลือ ตามหลักการของกฎอนามัยฯนี้ และตกลงร่วมกันว่าการจัดหาข้อมูลข่าวสารให้นี้ ประเทศสมาชิกจะไม่นำไปส่งต่อให้ประเทศสมาชิกอื่น จนกว่า

                (ก)เหตุการณ์ความเสี่ยงด้านสาธารณสุขขยายวงกว้าง ลามข้ามประเทศตามมาตรา12 หรือ

                (ข)ข้อมูลข่าวสารที่เป็นหลักฐานว่ามีการติดเชื้อหรือการปนเปื้อนระบาดข้ามประเทศ ได้รับการยืนยันโดยองค์การอนามัยโลก จากหลักฐานทางหลักระบาดวิทยาที่เป็นที่ยอมรับแล้ว หรือ

                (ค)มีหลักฐานว่า

                                1)มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดข้ามประเทศ ใช้ไม่ได้ เพราะธรรมชาติของการปนเปื้อน เชื้อโรค พาหะ หรือ แหล่งรังโรค หรือ

                                2)ประเทศสมาชิกไม่มีขีดความสมารถในการดำเนินมาตรการที่จำเป็นในป้องกันการแพร่ระบาด หรือ

                (ง)ธรรมชาติและขอบเขตของการเดินทางระหว่างประเทศ ของ ผุ้เดินทาง กระเป๋าเดินทาง สินค้าบรรทุก ตู้บรรทุกสินค้า ยานพาหนะ สินค้า หรือ หีบห่อพัสดุภัณฑ์ไปรษณีย์ภัณฑ์ ที่ได้รับผลกระทบจากการติดเชื้อหรือการปนเปื้อน ซึ่งต้องใช้มาตรการดำเนินการโดยฉับพลัน

3.องค์การอนามัยโลกจะหารือกับประเทศสมาชิกที่เกิดความเสี่ยงเหตุฉุกเฉินด้านสาธารณสุขเรื่องข้อมูลข่าวสารที่มีอยู่ตามมาตรานี้

4.ข้อมูลข่าวสารที่องค์การอนามัยโลกได้รับ ตาม ย่อหน้า2 ของมาตรานี้ จะส่งให้ประเทศสมาชิกตามบัญญัติของกฎอนามัยฯนี้หรืออาจแจ้งสาธารณชนถ้าข้อมูลของเหตุการณ์เดียวกันเป็นที่รับรู้กันไปหมดแล้ว แต่ต้องการข้อมูลข่าวสารที่แจ้งจากทางการ หรือหน่วยงานอิสระอื่น

 

มาตรา12

การกำหนดเหตุฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่อาจลุกลามข้ามประเทศ

1.ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกจะใช้ข้อมูลเบื้องต้นที่ได้รับจากประเทศสมาชิกที่เกิดเหตุฉุกเฉินด้านสาธารณสุขมาพิจารณาว่า เหตุดังกล่าวจะพัฒนารุนแรงลุกลามข้ามประเทศหรือไม่ โดยใช้มาตรฐานและพิธีการที่กำหนดไว้ในกฎอนามัยฯนี้

2.ถ้าผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกพิจารณาตามหลักการและหลักเกณฑ์ต่างๆแล้ว เชื่อว่าเหตุฉุกเฉินสาธารณสุขจะลุกลามข้ามประเทศ ผู้อำนวยการใหญ่ฯจะปรึกษาหารือกับประเทศสมาชิกที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวถึงการตัดสินใจเบื้องต้น ถ้าทั้งสองฝ่ายเห็นพร้องต้องกัน ผู้อำนวยการฯจะดำเนินมาตรการ ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 49 สอบถามความเห็นจากคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นตามมาตรา48 (ซึ่งจะเรียกว่า กรรมการเรื่องฉุกเฉิน)เพื่อขอคำแนะนำชนิดชั่วคราว

3.หลังจากได้ปรึกษาหารือกับคณะกรรมการฯ ตามย่อหน้า 2 แล้ว แต่ผู้อำนวยการใหญ่ฯ และประเทศสมาชิกที่เกิดเหตุการณ์มีความเห็นไม่ตรงกัน และตกลงกันไม่ได้ภายใน 48 ชั่วโมง ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องรุนแรงลุกลามข้ามประเทศ ทั้งสองฝ่ายต้องดำเนินการตามมาตรการที่กำหนดไว้ในมาตรา 49

4.ในการกำหนดว่า เหตุฉุกเฉินด้านสาธารณสุขจะรุนแรงและลุกลามข้ามประเทศนั้น ผู้อำนวยการใหญ่ฯจะพิจารณา

                (ก) ข้อมูลที่ได้รับจากประเทศสมาชิก

                (ข) เครื่องมือที่ใช้ในการตัดสินใจ ตามภาคผนวก 2

                (ค) คำแนะนำจากคณะกรรมการเรื่องฉุกเฉิน

                (ง) หลักการทางวิทยาศาสตร์ และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่หาได้ และข้อมูลที่

     เกี่ยวข้องอื่นๆ

(จ) การประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพมนุษย์ หรือความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค

     ข้ามประเทศ และความเสี่ยงที่จะรบกวนการจราจรโลก

5. เมื่อผู้อำนวยการฯกับประเทศสมาชิกที่เกิดเหตุฉุกเฉินด้านสาธารณสุขพิจารณาแล้วเห็นว่า สถานการณ์เหตุฉุกเฉินที่มีแนวโน้มลุกลามข้ามประเทศสงบลงแล้ว ผู้อำนวยการฯจะตัดสินใจดำเนินการตามมาตรา 49

 

 มาตรา13

การตอบสนองด้านสาธารณสุข

1.ประเทศสมาชิกแต่ละประเทศเมื่อประกาศใช้กฎอนามัยระหว่างประเทศในประเทศแล้วจะต้องพัฒนา เสริมสร้างความเข้มแข็ง และดูแลเรื่องความสามารถในการตอบสนองต่อความเสี่ยงของเหตุฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่มีแนวโน้มลุกลามข้ามประเทศอย่างฉับพลันและมีประสิทธิผลตามที่กำหนดในภาคผนวก 1 ภายใน 5 ปี

                องค์การอนามัยโลกจะปรึกษาประเทศสมาชิกในการจัดพิมพ์คู่มือเพื่อสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถในการตอบสนองต่อเหตุการณ์สาธารณสุขฉุกเฉิน

2.เมื่อประเทศสมาชิกประเมินความสามารถตามที่อ้างไว้ในย่อหน้า 2 ส่วน ก ของ ภาคผนวก 1 เสร็จแล้ว จะรายงานให้องค์การอนามัยโลกรับทราบถึงความต้องการและแผนงานที่จะดำเนินการ โดยสามารถยืดเวลาเพื่อให้ดำเนินการเสร็จสิ้นตามข้อบังคับในย่อหน้า 1 ของมาตรานี้

                ในกรณีขัดข้องและมีแผนการจะประกาศใช้กฎอนามัยรองรับ ประเทศสมาชิกอาจจะร้องขอยืดเวลาในการประกาศใช้กฎอนามัยไปได้อีกไม่เกิน 2 ปี ต่อผู้อำนวยการใหญ่ฯ ซึ่งจะนำเข้าปรึกษาและตัดสินใจตามคำแนะนำของคณะกรรมการทบทวน หลังกำหนดเวลาที่กล่าวถึงในย่อหน้า 1 ของมาตรานี้ ประเทศสมาชิกที่ได้รับการอนุมัติให้ยืดเวลา จะต้องรายงานความคืบหน้าในการประกาศใช้กฎอนามัยเต็มรูปแบบต่อองค์การอนามัยโลกปีละครั้ง

3. เมื่อประเทศสมาชิกร้องขอเรื่องการตอบสนองเหตุฉุกเฉินด้านสาธารณสุขหรือเหตุการณ์อื่นๆ องค์การอนามัยโลกจะให้ความช่วยเหลือเรื่องคำแนะนำด้านเทคนิกและด้านอื่นๆ และการประเมินประสิทธิผลของมาตรการควบคุมที่กำลังดำเนินอยู่ รวมถึงการส่งทีมผู้เชี่ยวชาญเคลื่อนที่นานาชาติลงพื้นที่ เมื่อจำเป็น

4.ถ้าองค์การอนามัยโลกและประเทศสมาชิกตามมาตรา12 ได้พิจารณาร่วมกันแล้วเห็นว่า มีเหตุฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่มีแนวโน้มลุกลามข้ามประเทศกำลังเกิดขึ้น นอกจากความช่วยเหลือที่กำหนดไว้ในย่อหน้า 3 ของมาตรานี้แล้ว ความช่วยเหลืออื่นๆที่องค์การนอามัยโลกจะให้เพิ่มเติมจะรวมการประเมินความรุนแรงของความเสี่ยงที่จะลุกลามข้ามประเทศและมาตรการควบคุมว่าพอเพียงหรือยัง ความช่วยเหลือดังกล่าวจะรวมถึงความช่วยเหลือจากต่างประเทศเพื่อสนับสนุนเจ้าหน้าที่ระดับชาติในการประเมินและการประสานงานในพื้นที่ เมื่อได้รับการร้องขอจากประเทศสมาชิก องค์การอนามัยโลกจะให้ข้อมูลความช่วยเหลือดังกล่าว

5.เมื่อได้รับการร้องขอจากองค์การอนามัยโลก ประเทศสมาชิกจะให้ความช่วยเหลือ สนับสนุนกิจกรรมการประสานงานขององค์การอนามัยโลกเท่าที่จะทำได้

6.เมื่อได้รับการร้องขอ องค์การอนามัยโลกจะสนับสนุนคู่มือ และความช่วยเหลือต่อประเทศสมาชิกที่ได้รับผลกระทบหรือถูกคุกคามจากเหตุฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่มีแนวโน้มลุกลามข้ามประเทศ

 

มาตรา14

ความร่วมมือขององค์การอนามัยโลกและหน่วยงานราชการต่างๆ และ องค์กรระหว่างประเทศ

1.องค์การอนามัยโลกจะให้ความร่วมมือและประสานกิจกรรมขององค์การฯกับเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องต่างๆหรือองค์กรระหว่างประเทศในการใช้กฎอนามัยฯนี้ ซึ่งรวมบทสรุปของข้อตกลงและการเตรียมการอื่นๆที่คล้ายกัน                                               

2.ในกรณีมีการรายงาน หรือการตรวจสอบ หรือการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานราชการหรือองค์กรระหว่างประเทศ องค์การอนามัยโลกจะประสานกิจกรรมกับหน่วยราชการหรืององค์กรเพื่อให้แน่ใจว่าได้มีการดำเนินมาตรการที่เหมาะสมในการปกป้องภัยทางสาธารณสุข

3.นอกจากย่อหน้าที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว กฎอนามัยระหว่างประเทศจะไม่มีข้อจำกัดในบทบัญญัติขององค์การอนามัยโลกในเรื่องคำแนะนำ การสนับสนุน หรือเทคนิก หรือความช่วยเหลืออื่นในการตอบสนองด้านสาธารณสุข

 

                                                                ภาคIII คำแนะนำ(Recommendation)

 

มาตรา 15

คำแนะนำชั่วคราว(Temporary Recommendation)

1.เมื่อพบว่ามีเหตุฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่มีแนวโน้มลุกลามข้ามประเทศเกิดขึ้นจากการพิจารณาตามมาตรา12 ผู้อำนวยการใหญ่ฯจะออกประกาศคำแนะนำชั่วคราวตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในมาตรา 49 คำแนะนำชั่วคราวดังกล่าว อาจมีการปรับปรุงหรือยืดอายุออกไปตามความเหมาะสม รวมถึงเวลาหลังเหตุการณ์ดังกล่าวยุติลง ซึ่งในเวลานั้นคำแนะนำชั่วคราวดังกล่าวอาจจะจำเป็นเพื่อจุดประสงค์การป้องกันหรือตรวจสอบโรคที่อาจกลับมาเกิดใหม่อย่างทันท่วงที

2.คำแนะนำชั่วคราวจะรวมมาตรการด้านสาธารณสุขที่หน่วยงานราชการผู้รับผิดชอบเหตุฉุกเฉินด้านสาธารณสุขจะใช้บังคับหรือหน่วยงานราชการอื่นที่ดำเนินการเกี่ยวกับ บุคคล กระเป๋าเดินทาง สินค้าบรรทุก ตู้บรรทุกสินค้า ยานพาหนะ สินค้าและ/หรือพัสดุไปรษณียภัณฑ์เพื่อป้องกันหรือลดการแพร่กระจายของโรคข้ามประเทศและรบกวนการจราจรระหว่างประเทศ

3.คำแนะนำชั่วคราวจะหยุดบังคับใช้ได้ทุกเมื่อตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในมาตรา 49 และจะหมดอายุบังคับโดยอัตโนมัติภายใน 3 เดือนหลังการออกคำแนะนำ หลังจากนั้นอาจมีการปรับปรุงหรือยืดอายุต่อไปได้อีก 3 เดือน คำแนะนำชั่วคราวจะต้องยุติก่อนการประชุมสมัชชาองค์การอนามัยโลกครั้งที่ 2 หลังจากการพิจารณาเหตุฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่มีแนวโน้มลุกลามข้ามประเทศ

 

มาตรา 16

คำแนะนำยืนพื้น(Standing Recommendation)

องค์การอนามัยโลกจะประกาศคำแนะนำยืนพื้นถึงมาตรการด้านสาธารณสุขตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 53 สำหรับมาตรการที่ดำเนินเป็นประจำ หรือ เป็นระยะ มาตรการดังกล่าว ประเทศสมาชิกจะใช้ดำเนินการกับบุคคล กระเป๋าเดินทาง สินค้าบรรทุก ตู้บรรทุกสินค้า ยานพาหนะ สินค้าต่างๆ และ/หรือ พัสดุไปรษณียภัณฑ์ โดยจำเพาะ ความเสี่ยงด้านสาธารณสุขที่กำลังเกิดเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดข้ามประเทศและหลีกเลี่ยงการรบกวนระบบจราจรระหว่างประเทศโดยไม่จำเป็น องค์การอนามัยโลกอาจจะใช้อำนาจตามมาตรา53 ปรับปรุง หรือ ยุติ คำแนะนำดังกล่าวตามแต่เห็นสมควร

 

มาตรา 17

บรรทัดฐานของคำแนะนำ(Criteria of Recommendations)

เมื่อออกคำแนะนำ ปรับปรุง หรือ ยุติคำแนะนำชั่วคราวหรือคำแนะนำยืนพื้น ผู้อำนวยการใหญ่ฯจะพิจารณา

(ก)ความเห็นของประเทศสมาชิกที่เกี่ยวข้องโดยตรง

(ข)คำแนะนำของคณะกรรมการฉุกเฉิน หรือคณะกรรมการทบทวน เฉพาะแต่ละรายเหตุการณ์

(ค)หลักการ  หลักฐานและข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ที่มีหรือเป็นปัจจุบัน

(ง)มาตรการด้านสาธารณสุขจากการประเมินความเสี่ยงที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ไม่เป็นการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ การค้า และไม่ก้าวล้ำล่วงเกินสิทธิส่วนบุคคล เกินกว่ามาตรการทางเลือกอื่นที่สามารถป้องกันด้านสาธารณสุขในระดับที่เหมาะสม

(จ)มาตรฐานและเครื่องมือระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

(ฉ)กิจกรรมที่ดำเนินการโดยหน่วยราชการหรือองค์กรอื่น และ หน่วยงานระหว่างประเทศ

(ช)ข้อมูลอื่นที่จำเพาะที่เกี่ยวข้องและเหมาะสมกับเหตุการณ์

คำแนะนำชั่วคราวที่อยูภายใต้การพิจารณาของผู้อำนวยการใหญ่ฯ ตามข้อ (จ) และ (ฉ) ของมาตรานี้อาจจะถูกจำกัดด้วยสถานการณ์ฉุกเฉินได้

 

มาตรา 18

คำแนะนำที่เกี่ยวข้องกับ บุคคล กระเป๋าเดินทาง สินค้าบรรทุก ตู้บรรทุกสินค้า ยานพาหนะ สินค้าอื่นๆ และพัสดุไปรษณียภัณฑ์

1.คำแนะนำที่ออกโดยองค์การอนามัยโลก ต่อประเทศสมาชิก เมื่อเกี่ยวข้องกับบุคคลจะมีดังต่อไปนี้

-ไม่มีมาตรการด้านสาธารณสุขจำเพาะที่แนะนำ

-ตรวจสอบประวัติการเดินทางที่ผ่านเขตติดโรค

-ตรวจสอบหลักฐานการตรวจร่างกายทางการแพทย์ที่รับรองแล้วและการวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ

-การตรวจทางการแพทย์ที่ต้องการ

-ตรวจสอบหลักฐานการได้รับวัคซีนและการป้องกันโรคอื่นๆ

-สถานที่กักผู้ต้องสงสัยเพื่อสังเกตการทางสาธารณสุข

-การดำเนินการกักกันโรคหรือมาตรการด้านสาธารณสุขต่อผู้เดินทางต้องสงสัย

-การดำเนินมาตรการแยกกักและรักษาผู้เดินทางป่วยที่จำเป็น

-การดำเนินการตรวจหาผู้สัมผัสโรคกับผู้เดินทางต้องสงสัยหรือผู้เดินทางป่วย

-การห้ามผู้เดินทางสงสัยหรือป่วยเข้าประเทศ

-การห้ามผู้เดินทางไม่ป่วยเข้าพื้นที่เขตติดโรค และ

-การติดตั้ง จุดคัดกรองผู้เดินทางและ/หรือการจำกัดเขตผู้เดินทางที่เดินทางมาจากเขตติดโรค

2.คำแนะนำที่ออกโดยองค์การอนามัยโลกให้ประเทศสมาชิกที่เกี่ยวข้องกับ กระเป๋าเดินทาง สินค้าบรรทุกพาหนะ ตู้บรรทุกสินค้า ยานพาหนะ สินค้าอื่นๆ และพัสดุไปรษณียภัณฑ์ จะมีดังต่อไปนี้

-ไม่มีมาตรการด้านสาธารณสุขจำเพาะที่แนะนำ

-ตรวจสอบบัญชีสินค้าและเส้นทางผ่าน

-ดำเนินมาตรการตรวจตรา

-ตรวจสอบหลักฐานของมาตรการขาออกหรือแวะผ่านแดนที่ได้ดำเนินการไปแล้ว  เพื่อกำจัดการติดเชื้อหรือการปนเปื้อน

-ดำเนินมาตรการจัดการกับกระเป๋าเดินทาง สินค้าบรรทุกพาหนะ ตู้บรรทุกสินค้า ยานพาหนะ สินค้าอื่นๆ พัสดุไปรษณียภัณฑ์ หรือ ศพมนุษย์ เพื่อกำจัดการติดเชื้อ หรือการปนเปื้อน รวมถึงพาหะนำโรค และแหล่งแพร่เชื้อ

-การใช้มาตรการด้านสาธารณสุขจำเพาะเพื่อสร้างความมั่นใจว่าการสัมผัสจับต้อง และการขนส่งศพมีความปลอดภัย

-ดำเนินมาตรการแยกกักผู้เดินทางป่วยหรือการกักกันโรค

-อายัดและทำลาย กระเป๋า สินค้าบรรทุก ตู้บรรทุกสินค้า ยานพาหนะ สินค้าอื่นๆ หรือ พัสดุไปรษณีย์ภัณฑ์ ที่ติดเชื้อหรือปนเปื้อนภายใต้การควบคุมดูแล ถ้าไม่มีการดำเนินการหรือมาตรการอื่นที่ได้ผลสัมฤทธิ์ดีกว่า และ

-ห้ามออก หรือ ห้ามเข้าเมือง

                                                               

                                                                ภาคIV ช่องทางเข้าเมือง

 

มาตรา19

พันธกรณีทั่วไป

ประเทศสมาชิกแต่ละประเทศ นอกจากจะมีพันธกรณีเรื่องอื่นๆที่บัญญัติไว้ในกฎอนามัยนี้แล้ว ยังต้อง

(ก)สร้างความมั่นใจว่าความสามารถที่กำหนดไว้ในภาคผนวก 1 สำหรับช่องผ่านแดนที่กำหนดจะได้รับการพัฒนาภายในกรอบเวลาที่ระบุไว้ในย่อหน้า 1 ของมาตราการ 5 และ ย่อหน้า 1 ของ มาตรา13

(ข)แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ ตามช่องทางเข้าเมืองที่กำหนด และ

(ค)ส่งเอกสารให้องค์การอนามัยโลกเมื่อได้รับการร้องขอ ในเรื่องการตอบสนองต่อเหตุเสี่ยงด้านสาธารณสุขจำเพาะ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องในเรื่องแหล่งติดเชื้อหรือปนเปื้อน ซึ่งรวม พาหะและแหล่งรังโรค ตามช่องทางเข้าเมือง ที่อาจเป็นสาเหตุให้เกิดการแพร่ระบาดข้ามประเทศ

 

มาตรา20

ท่าอากาศยานและท่าเรือ

1.ประเทศสมาชิกจะกำหนดท่าอากาศยานและท่าเรือที่จะพัฒนาความสามารถที่บัญญัติไว้ในภาคผนวก1

2.ประเทศสมาชิกจะให้ความมั่นใจว่า เอกสารรับรองการควบคุมสุขาภิบาลเรือและเอกสารรับรองยกเว้นการควบคุมสุขาภิบาลเรือ จะออกให้ตามความต้องการที่บัญญัติไว้ในมาตรา39 และ ตัวอย่างที่บัญญัติไว้ในมาตรา3

3.ประเทศสมาชิกแต่ละประเทศจะส่งบัญชีรายชื่อท่าเรือที่ได้รับมอบหมายและมีบริการดังต่อไปนี้

(ก)การออกเอกสารรับรองการควบคุมสุขาภิบาลเรือและบริการที่จะมีให้ตามที่อ้างในภาคผนวก 1 และ 3  หรือ

(ข)การออกเอกสารรับรองยกเว้นการควบคุมสุขาภิบาลเรือ และ

(ค)การต่ออายุเอกสารรับรองยกเว้นการควบคุมสุขาภิบาลเรือเป็นเวลา 1 เดือน จนกว่าเรือจะเข้าเทียบท่าใหม่และได้รับเอกสารรับรองฯใหม่

ประเทศสมาชิกแต่ละประเทศจะแจ้งการเปลี่ยนแปลงรายชื่อท่าเรือไปยังองค์การอนามัยโลก จากนั้นองค์การอนามัยโลกจะจัดพิมพ์ข้อมูลข่าวสารที่ได้รับตามย่อหน้านี้

4.ถ้าประเทศสมาชิกร้องขอ องค์การอนามัยโลกจะเตรียมให้การรับรอง หลังจากการตรวจสอบตามวิธีที่เหมาะสม แล้วพบว่าท่าอากาศยานหรือท่าเรือมีคุณลักษณะครบตามที่อ้างไว้ในย่อหน้าที่ 1 และ 3 ของมาตรานี้ องค์การอนามัยโลกและประเทศสมาชิกจะร่วมกันตรวจเอกสารรับรองดังกล่าวเป็นระยะ

(5)องค์การอนามัยโลกจะร่วมมือกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง องค์กร และหน่วยงานระหว่างประเทศ พัฒนาและจัดพิมพ์คู่มือการออกเอกสารรับรองท่าอากาศยานและท่าเรือภายใต้มาตรานี้

องค์การอนามัยโลกจะจัดพิมพ์บัญชีรายชื่อท่าอากาศยานและท่าเรือที่ได้รับการรับรองแล้ว

 

มาตรา21

ช่องทางผ่านแดนทางบก

1.ถ้ามีเหตุผลด้านสาธารณสุขเพียงพอ ประเทศสมาชิกจะกำหนด ช่องทางผ่านแดนทางบก ให้พัฒนาความสามารถที่ระบุไว้ในภาคผนวก1 โดยพิจารณาจาก

(ก)ปริมาณและความถี่ของชนิดของการเดินทางไปมาระหว่างประเทศ เมื่อเทียบกับ ช่องทางเข้าเมืองอื่น และ

(ข)เหตุเสี่ยงด้านสาธารณสุขที่เกิดในพื้นที่ ที่เป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางไปมาระหว่างประเทศ เส้นทางที่ผ่านมา ก่อนเดินทางมาถึงช่องทางเข้าเมืองนี้

2.ประเทศสมาชิกที่มีเขตชายแดนร่วมกัน จะพิจารณา

(ก)ประชุมหารือข้อตกลงระดับทวิและพหุภาคีระหว่างประเทศ ที่เกี่ยวกับการป้องกันหรือควบคุมการแพร่ระบาดของโรคข้ามช่องทางผ่านแดนทางบกตามมาตรา57 และ

(ข)ร่วมกันกำหนดช่องทางผ่านแดนทางบกที่อยู่ติดกันและพัฒนาให้มีความสามารถตาม ภาคผนวก1 และตามย่อหน้า1 ของมาตรานี้

 

มาตรา22

บทบาทของเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ

1.เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ จะต้อง

(ก)รับผิดชอบในการสังเกต กระเป๋าเดินทาง สินค้าบรรทุก ตู้บรรทุกสินค้า ยานพาหนะ สินค้าอื่นๆ พัสดุไปรษณียภัณฑ์ ศพมนุษย์ ขาออกหรือขาเข้าจากพื้นที่เขตติดโรค ให้อยู่ในสภาพที่ปลอดจากแหล่งติดเชื้อหรือปนเปื้อน รวมถึง พาหะนำโรคและแหล่งรังโรค

(ข)ให้ความมั่นใจเท่าที่จะทำได้ ว่าสิ่งอำนวยความสะดวกที่บริการผู้เดินทาง ณ ช่องทางเข้าเมืองอยู่ในสภาพที่ถูกสุขลักษณะและปลอดจากแหล่งติดเชื้อหรือปนเปื้อน รวมถึงพาหะนำโรคและแหล่งรังโรค

(ค)รับผิดชอบ ในการนิเทศงานการกำจัดหนู การทำลายเชื้อโรค การกำจัดแมลง หรือการกำจัดสิ่งปนเปื้อนบนกระเป๋า สินค้าบรรทุก ตู้บรรทุกสินค้า ยานพาหนะ สินค้าอื่นๆ พัสดุไปรษณียภัณฑ์ และศพมนุษย์หรือมาตรการสุขาภิบาลที่กระทำต่อบุคคล ว่ามีความเหมาะสมภายใต้กฎอนามัยนี้

(ง)ให้คำแนะนำผู้ควบคุมยานพาหนะให้เข้าใจการดำเนินมาตรการควบคุมแก่ยานพาหนะ และอาจจะให้ข้อมูลเป็นลายลักษณ์อักษรถึงวิธีการที่จะใช้

(จ)รับผิดชอบในการนิเทศงานการกำจัดน้ำหรืออาหารปนเปื้อน ศพมนุษย์หรือสัตว์ น้ำเสีย หรือสิ่งปนเปื้อนอื่นๆ จากยานพาหนะด้วยความปลอดภัย

(ฉ)เฝ้าสังเกตและควบคุมมาตรการทุกอย่างที่สอดคล้องกับกฎอนามัยนี้ ในการกำจัดน้ำเสีย ของเสีย น้ำอับเฉา และสิ่งอื่นๆที่มีแนวโน้มว่าจะก่อให้เกิดโรคได้ ที่อาจจะทำให้น้ำบริเวณท่าเรือ แม่น้ำ ลำคลอง ช่องแคบ ทะเลสาบ หรือทางน้ำระหว่างประเทศปนเปื้อน

(ช)รับผิดชอบในการนิเทศงานบริการสำหรับผู้เดินทาง ที่เกี่ยวข้องกับ กระเป๋าเดินทาง สินค้าบรรทุก ตู้บรรทุกสินค้า ยานพาหนะ สินค้าอื่นๆ พัสดุไปรษณียภัณฑ์ และศพมนุษย์ ณ ช่องทางเข้าเมือง รวมถึง การตรวจตราและการตรวจทางการแพทย์เท่าที่จำเป็น

(ซ)มีการเตรียมแผนฉุกเฉินที่มีประสิทธิผลในการจัดการกับเหตุการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่ไม่คาดคิด และ

(ฌ)ติดต่อสื่อสารกับผู้ประสานIHR ระดับชาติ ในเรื่องมาตรการสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องตามกฎอนามัยฯนี้

2.มาตรการด้านสาธารณสุขที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ปฏิบัติต่อผู้เดินทาง กระเป๋าเดินทาง สินค้าบรรทุก ตู้บรรทุกสินค้า ยานพาหนะ สินค้าอื่นๆ พัสดุไปรษณียภัณฑ์ และศพมนุษย์ ที่เดินทางเข้าประเทศจากเขตติดโรค อาจจะดำเนินการซ้ำอีกครั้ง ณ ช่องทางขาเข้า ถ้าการสอบสวนแล้วมีข้อบ่งชี้และ/หรือหลักฐานแสดงว่ามาตรการที่ดำเนินที่ขาออกจากต้นทางไม่สำเร็จผล หรือไม่ได้ผล

3.การกำจัดแมลง การกำจัดหนู การทำลายเชื้อโรค และขั้นตอนสุขาภิบาลอื่นๆจะต้องกระทำในลักษณะที่ไม่ทำให้เกิดอันตราย หรือไม่สะดวกสะบายต่อบุคคล หรือเกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและมีผลกระทบด้านสาธารณสุข หรือก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อ กระเป๋าเดินทาง สินค้าบรรทุก ตู้บรรทุกสินค้า ยานพาหนะ สินค้าอื่นๆ และพัสดุไปรษณียภัณฑ์

 

ภาคV มาตราการด้านสาธารณสุข

 

บทที่I บทบัญญัติทั่วไป

 

มาตรา23

มาตรการด้านสุขภาพสำหรับช่องทางขาเข้าและขาออก

1.ประเทศสมาชิกตามข้อตกลงระหว่างประเทศและมาตราที่เกี่ยวข้องในกฎอนามัยนี้จะกำหนดมาตรการด้านสาธารณสุข ทั้งช่องทางขาเข้าและขาออก

(ก)ที่เกี่ยวข้องกับผู้เดินทาง

                                (i)ข้อมูลของผู้เดินทาง ที่เกี่ยวกับ จุดหมายปลายทาง ที่สามารถติดต่อผู้เดินทางได้

                                (ii)ข้อมูลผู้เดินทาง ที่เกี่ยวกับ เสันทางการเดินทาง เพื่อประเมินว่า ผู้เดินทางได้ผ่านหรือเข้าไปใกล้เขตติดโรคหรือมีโอกาสสัมผัสการติดเชื้อหรือปนเปื้อนก่อนเดินทางมาถึง รวมถึงการตรวจสอบเอกสารสุขภาพของผู้เดินทางถ้ากำหนดไว้ในกฎอนามัยนี้ และ/หรือ

                                (iii)การตรวจทางการแพทย์ที่ไม่ใช้หัตการที่ทำให้บาดเจ็บหรือล่วงเกินบุคคลเพื่อให้ได้ข้อมูลด้านสาธารณสุข

(ข)การตรวจตรา กระเป๋าเดินทาง สินค้าบรรทุก ตู้บรรทุกสินค้า ยานพาหนะ สินค้าอื่นๆ พัสดุไปรษณียภัณฑ์ และศพมนุษย์

2.หลักฐานความเสี่ยงด้านสาธารณสุขที่ได้จากมาตรการที่บัญญัติไว้ในย่อหน้า1 ของมาตรานี้ หรือจากแหล่งข้อมูลอื่น อาจจะทำให้ประเทศสมาชิกดำเนินมาตรการด้านสุขภาพเพิ่มเติม ตามกฎอนามัยนี้ ต่อผู้เดินทางป่วยหรือต้องสงสัย ในลักษณะเป็นรายๆไป และมาตรการดังกล่าวต้องไม่ใช้หัตการที่ทำให้บาดเจ็บหรือล่วงเกินบุคคลแต่ได้ผลในการป้องกันการแพร่โรคกระจายข้ามประเทศ

3.ห้ามดำเนินการตรวจทางการแพทย์ การให้วัคซีน การให้ยาป้องกันโรค หรือมาตรการด้านสุขภาพอื่นๆที่บัญญัติไว้ในกฎอนามัยนี้ ต่อ ผู้เดินทางโดยไม่มีใบยินยอมจากตัวผู้เดินทางเอง หรือ พ่อแม่ หรือ ผู้ปกครอง ยกเว้นถ้ากระทำตามบทบัญญัติในย่อหน้า 2 มาตรา31 และ ตามกฎหมายของประเทศหรือพันธกรณีระหว่างประเทศ

4.ผู้เดินทาง หรือพ่อแม่ หรือผู้ปกครอง ที่จะได้รับวัคซีนหรือยาป้องกันโรคตามกฎอนามัยฯนี้ จะต้องได้รับข้อมูลความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการได้รับวัคซีนหรือการไม่ได้รับวัคซีน การได้รับหรือไม่ได้รับยาป้องกัน ตามกฎหมายของประเทศและพันธกรณีระหว่างประเทศ ประเทศสมาชิกจะต้องแจ้งแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปทราบถึงความต้องการเหล่านี้ตามกฎหมายของประเทศสมาชิก

5.การตรวจทางการแพทย์ ขั้นตอนเวชกรรม การให้วัคซีน หรือการป้องกันอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคต่อผู้เดินทางจะต้องกระทำตามคู่มือความปลอดภัยระดับชาติหรือระหว่างประเทศ และตามมาตรฐานเพื่อให้ความเสี่ยงนั้นมีโอกาสเกิดน้อยที่สุด

 

บทที่II บทบัญญัติพิเศษสำหรับยานพาหนะและผู้บังคับยานพาหนะ

 

มาตรา 24

ผู้ควบคุมยานพาหนะ

1.ประเทศสมาชิกจะดำเนินมาตรการที่ปฏิบัติได้ ที่สอดคล้องกับกฎอนามัยฯนี้ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า ผู้ควบคุมยานพาหนะ

(ก)เชื่อฟังและดำเนินการตามมาตรการสุขภาพที่องค์การอนามัยโลกแนะนำและประเทศสมาชิกยอมรับไปปฏิบัติ

(ข)แจ้งผู้เดินทางให้ทราบถึงมาตรการด้านสุขภาพที่องค์การอนามัยโลกแนะนำและประเทศสมาชิกยอมรับไปปฏิบัติ ที่จะดำเนินการบนยานพาหนะ และ

(ค)ดูแลให้ยานพาหนะในความรับผิดชอบปลอดจากแหล่งติดเชื้อหรือปนเปื้อน ซึ่งรวมพาหะนำโรคและแหล่งรังโรคอย่างถาวร และถ้าพบหลักฐานบ่งชี้ จะดำเนินมาตรการควบคุมแหล่งติดเชื้อหรือปนเปื้อนได้ตามต้องการ

2.บทบัญญัติจำเพาะที่เกี่ยวข้องกับยานพาหนะและผู้ควบคุม ตามมาตรานี้จะแสดงไว้ในภาคผนวก 4 ส่วนมาตรการจำเพาะที่จะใช้กับยานพาหนะและผู้ควบคุม ในการจัดการกับโรคติดต่อที่นำโดยพาหะนำโรคจะแสดงไว้ในภาคผนวก 5.

 

 

มาตรา 25

เรือและเครื่องบินผ่านแดน

ตามมาตรา 27 และ 43 หรือถ้าไม่มีข้อตกลงระหว่างประเทศในการดำเนินการ ประเทศสมาชิกจะไม่ดำเนินมาตรการด้านสาธารณสุขแก่

(ก)เรือที่ไม่ได้มาจากเขตติดโรคแต่แล่นผ่านคลองเดินเรือ หรือทางน้ำในเขตประเทศสมาชิกนั้นไปยังท่าเรือของประเทศสมาชิกอื่น และจะได้รับอนุญาตให้เติมเชื้อเพลิง นำ อาหาร และสิ่งของจัดหาอื่นๆภายใต้การดูแลจากเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ

(ข)เรือที่แล่นผ่านเขตน่านน้ำของตัวเองและไม่ได้เข้าเทียบท่า หรือแวะเข้าฝั่งที่ไหน และ

(ค)เครื่องบินที่แวะผ่าน(transit)ที่ท่าอากาศยานและกำหนดให้จอดในพื้นที่จัดไว้ให้ ไม่มีผู้โดยสารขึ้น ลง หรือการขนถ่ายกระเป๋าเดินทางหรือสินค้า และจะได้รับอนุญาตให้เติมเชื้อเพลิง น้ำ อาหารและสิ่งของจัดหาอื่นๆภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง

 

มาตรา26

รถบรรทุกพลเรือน รถไฟ และรถโดยสาร

ตามมาตรา27 และ 43 ถ้าไม่มีข้อตกลงระหว่างประเทศในการดำเนินการ ประเทศสมาชิกจะไม่ดำเนินมาตรการด้านสุขภาพแก่ รถบรรทุกพลเรือน รถไฟ หรือ รถโดยสารที่ไม่ได้มาจากเขตติดโรคแต่ผ่านเข้ามาในเขตแดนและไม่มีผู้โดยสารขึ้น-ลง ขนถ่ายกระเป๋าหรือ สินค้า

 

มาตรา27

ยานพาหนะที่ได้รับผลกระทบ(Affected Conveyances)

1.ถ้าอาการหรืออาการแสดงทางคลินิกและข้อมูลข่าวสารที่เป็นหลักฐานว่าความเสี่ยงด้านสาธารณสุขเกิดขึ้นแล้ว ทั้งยังพบแหล่งติดเชื้อและปนเปื้อนบนยานพาหนะนั้น เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจจะถือว่ายานพาหนะลำนั้นได้รับผลกระทบ และจะ

(ก)ทำลายเชื้อ กำจัดการปนเปื้อน กำจัดแมลง หรือกำจัดหนู บนยานพาหนะตามแต่สมควรหรือสั่งให้ดำเนินมาตรการใดภายใต้คำแนะนำ และ

(ข)เลือกใช้เทคนิกเป็นรายๆไปเพื่อให้การควบคุมความเสี่ยงด้านสาธารณสุขเป็นไปอย่างเหมาะสมตามที่บัญญัติไว้ในกฎอนามัยฯนี้ และต้องใช้ขั้นตอนวิธีการและวัสดุที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ เว้นเสียแต่ว่าเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจจะพิจารณาแล้วเห็นว่าวิธีอื่นปลอดภัยและน่าเชื่อถือกว่า

เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจจะดำเนินมาตรการด้านสุขภาพเพิ่มเติม เช่น การแยกกักยานพาหนะ เท่าที่จำเป็นเพื่อป้องกันการแพร่กระจายโรค มาตรการเพิ่มเติมเหล่านี้จะต้องรายงานไปยังผู้ประสานงานกฎอนามัยระหว่างประเทศระดับชาติ

2.ถ้าเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจที่ช่องทางผ่านแดนไม่อาจดำเนินมาตรการควบคุมได้ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรานี้ ยานพาหนะที่ได้รับผลกระทบจะได้รับอนุญาตให้ออกจากท่าขนส่งได้ โดยมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้

(ก)ก่อนเรือออกเดินทาง เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจจะแจ้งเจ้าหน้าที่ช่องทางเข้าเมืองต่อไปให้รับทราบข้อมูลข่าวสารที่อ้างถึง ตามย่อหน้าย่อย(ข) และ

(ข)ในกรณีเรือ หลักฐานที่ตรวจพบและมาตรการควบคุมที่ต้องใช้จะระบุไว้ในเอกสารรับรองการควบคุมสุขาภิบาลเรือ และเรือลำดังกล่าวจะได้รับอนุญาตให้เติมเชื้อเพลิง น้ำ อาหาร และสิ่งของต้องการ(supply)อย่างอื่นภายใต้การควบคุมดูแลจากเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ

3.ยานพาหนะที่ได้รับการพิจารณาแล้วว่า เป็นยานพาหนะที่ได้รับผลกระทบ จะยกเลิกก็ต่อเมื่อ

(ก)มีการดำเนินมาตรการที่กำหนดไว้ในย่อหน้า 1 ของมาตรานี้ อย่างมีประสิทธิผล และ

(ข)ไม่มีเงื่อนไขบนยานพาหนะที่จะนำไปสู่ความเสี่ยงด้านสาธารณสุข

 

มาตรา28

เรือและเครื่องบิน ณ ช่องทางเข้าเมือง

1. ตามมาตรา 43 หรือ ที่กำหนดไว้ในข้อตกลงระหว่างประเทศ ว่าจะไม่ใช้เหตุผลด้านสาธารณสุขห้ามเรือ หรือเครื่องบินเข้าเทียบท่า แต่ถ้าช่องทางเข้าเมืองนั้นไม่มีเครื่องมือและอุปกรณ์สำหรับดำเนินมาตรการด้านสุขภาพภายใต้กฎอนามัยนี้ เรือหรือเครื่องบินดังกล่าวอาจจะรับผิดชอบตัวเองเดินทางไปยังช่องทางเข้าเมืองอื่นที่ใกล้ที่สุดและมีเครื่องมืออุปกรณ์พร้อม นอกจากว่าเรือหรือเครื่องบินเกิดเหตุขัดข้องที่ทำให้การเดินทางต่อไปเกิดความไม่ปลอดภัย

2.ตามมาตรา 43 หรือที่อยู่ในข้อตกลงระหว่างประเทศ ประเทศสมาชิกจะไม่ปฏิเสธ การอนุญาตเข้าเทียบท่า ฟรีแพรคติก(free pratique)ของเรือหรือเครื่องบินด้วยเหตุผลด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขึ้นลงของผู้โดยสาร การขนถ่ายสินค้า หรือเสบียง หรือการเติมเชื้อเพลิง น้ำ อาหาร และ ซัพพลายอื่นๆ ประเทศสมาชิกจะอนุญาต ฟรีแพรคติก ได้ หลังการตรวจตราอย่างถี่ถ้วน ถ้าตรวจพบแหล่งติดเชื้อบนยานพาหนะ จะต้องดำเนินการทำลายเชื้อโรคที่จำเป็น การกำจัดการปนเปื้อน การกำจัดแมลง หรือการกำจัดหนู หรือมาตรการอื่นๆที่จำเป็นเพื่อยุติการแพร่กระจายการติดเชื้อหรือการปนเปื้อน

3.ในกรณีเหตุอันควร และตามย่อหน้าที่แล้ว ประเทศสมาชิกจะอนุญาต ฟรีแพรคติก ทางวิทยุหรือเครื่องมือสื่อสารใดๆ ให้เรือหรือเครื่องบินที่ส่งข้อมูลข่าวสารขอฟรีแพรคติกก่อนเดินทางมาถึง โดยประเทศสมาชิกพิจารณาแล้วเห็นว่าเรือหรือเครื่องบินที่เดินทางเข้ามาไม่นำโรคติดต่อเข้ามาแพร่ระบาด

4.ผู้ควบคุมบังคับเรือ หรือนักบินผู้บังคับเครื่องบินหรือตัวแทนจะแจ้งให้ผู้ควบคุมท่าเรือหรือท่าอากาศยานทราบล่วงหน้าก่อนเดินทางมาถึง ถ้ามีเหตุป่วยหรือโรคติดเชื้อหรือมีหลักฐานความเสี่ยงด้านสาธารณสุขเกิดขึ้นในยานพาหนะ แล้วข้อมูลข่าวสารดังกล่าวจะส่งต่อไปยังเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในท่าเรือหรือท่าอากาศยาน ในกรณีฉุกเฉิน ข้อมูลข่าวสารดังกล่าวจะส่งตรงจากเจ้าหน้าที่บังคับเรือหรือนักบินไปยังเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในท่าเรือหรือท่าอากาศยานโดยตรงทันที

5.ถ้านักบินผู้ควบคุมเครื่องบินหรือผู้ควบคุมบังคับเรือต้องลงจอดหรือเข้าเทียบท่าอื่นที่ไม่ใช่ ท่าอากาศยานหรือท่าเรือที่กำหนดไว้ ด้วยเหตุผลที่ ผู้ควบคุมยานพาหนะไม่อาจควบคุมได้ เครื่องบินหรือเรือที่ไดรับผลกระทบดังกล่าวจะต้องดำเนินการดังต่อไปนี้

(ก)นักบินหรือผู้ควบคุมบังคับหรือบุคคลอื่นผู้รับผิดชอบจะติดต่อกับเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจที่ใกล้ที่สุดโดยไม่ชักช้า

(ข)ทันทีที่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจได้รับแจ้งว่ามีการลงจอดหรือการเทียบท่า จะดำเนินมาตรการด้านสุขภาพตามที่องค์การอนามัยโลกแนะนำหรือมาตรการอื่นๆที่บัญญัติไว้ในกฎอนามัยฯนี้

(ค)ถ้าไม่มีเหตุฉุกเฉินอื่นหรือไม่มีความต้องการอื่นในการติดต่อสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ ห้ามผู้โดยสารลงจากเครื่องบินหรือเรือ และห้ามการขนถ่ายสินค้า ยกเว้นกรณีที่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ และ

(ง)เมื่อได้ดำเนินมาตรการด้านสุขภาพที่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจต้องการเสร็จสิ้นแล้ว เครื่องบินหรือเรือจะเดินทางต่อไปยังท่าอากาศยานหรือท่าเรือที่กำหนดเดิมได้ แต่ถ้ามีเหตุขัดข้องด้านเทคนิก จะเดินทางไปยังท่าอากาศยานหรือท่าเรือที่สะดวกที่สุดก็ได้

(จ)นอกเหนือจากที่บัญญัติไว้ในกฎอนามัยฯนี้ ผู้ควบคุมบังคับเรือหรือนักบินอาจจะดำเนินมาตรการฉุกเฉินที่จำเป็นในด้านสุขภาพและความปลอดภัยต่อผู้เดินทางบนยานพาหนะ เจ้าหน้าที่ฯต้องแจ้งให้ผู้เดินทางเหล่านั้นทราบโดยเร็วที่สุดที่จะเร็วได้ถึงมาตรการใดๆที่จะต้องดำเนินการตามย่อหน้านี้

 

มาตรา 29

รถบรรทุกพลเรือน รถไฟ และ รถโดยสาร ณ ช่องทางเข้าเมือง

องค์การอนามัยโลกและประเทศสมาชิกจะร่วมกันพัฒนาคู่มือหลักการ การดำเนินมาตรการด้านสุขภาพที่จะใช้กับรถบรรทุกพลเรือน รถไฟ รถโดยสาร ณ ช่องทางผ่านแดนเข้าเมืองทางบก

 

 

 

 

บทที่ III บทบัญญัติพิเศษสำหรับผู้เดินทาง

 

มาตรา 30

ผู้เดินทางที่อยู่ภายใต้การเฝ้าสังเกตทางด้านสาธารณสุข

ตามมาตรา43 หรือตามข้อตกลงระหว่างประเทศ ผู้เดินทางต้องสงสัยที่เดินทางเข้ามาถึงและถูกเฝ้าสังเกตจะเดินทางต่อไปได้ ก็ต่อเมื่อ ผู้เดินทางนั้นไม่แสดงความเสี่ยงด้านสาธารณสุข ประเทศสมาชิกจะต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจที่ช่องทางเข้าเมืองปลายทาง ถ้าทราบ ว่าผู้เดินทางดังกล่าวจะเดินทางไปถึง และเมื่อผู้เดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางต้องรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ฯ ณ จุดนั้น

 

มาตรา31

มาตรการด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับผู้เดินทางขาเข้า

1.การตรวจทางการแพทย์ที่ต้องใช้หัตการชำแรกผ่านเนื้อหนัง การให้วัคซีน หรือการป้องกันโรคอย่างอื่นๆจะไม่ใช่เงื่อนไขในการอนุญาตให้ผู้เดินทางเข้าเมือง ยกเว้นกรณีที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 32 42 และ 45

แต่กฎอนามัยฯฉบับนี้ไม่ห้ามประเทศสมาชิกดำเนินการตรวจทางการแพทย์ ให้วัคซีน หรือการป้องกันโรคอย่างอื่น หรือ ขอตรวจสอบเอกสารรับรองการได้รับวัคซีน หรือการป้องกันโรคอย่างอื่น

(ก)เมื่อมีความจำเป็นต้องตรวจสอบว่ามีความเสี่ยงด้านสาธารณสุขเกิดขึ้นหรือไม่

(ข)เป็นเงื่อนไข ให้เข้าประเทศ เมื่อผู้เดินทางต้องการถิ่นที่อยู่ชั่วคราวหรือถาวร

(ค)เป็นเงื่อนไข ให้เข้าประเทศ สำหรับผู้เดินทางตามมาตรา 43 หรือ ภาคผนวก 6 และ 7 หรือ

(ง)เมื่อจะดำเนินการตาม มาตรา 23

2.ถ้าผู้เดินทางที่ประเทศสมาชิกต้องการ การตรวจทางการแพทย์ ให้วัคซีน หรือการป้องกันอื่น ในย่อหน้า 1 ของมาตรานี้ ปฏิเสธ มาตราการดังกล่าว หรือปฏิเสธการให้ข้อมูลข่าวสารหรือเอกสารใดๆ ตามที่อ้างใน ย่อหน้า 1(ก) ของมาตรา 23 ประเทศสมาชิกอาจจะใช้อำนาจตามมาตรา 32 42 และ 45 ห้ามผู้เดินทางเข้าประเทศ ถ้ามีหลักฐานว่าความเสี่ยงด้านสาธารณสุขกำลังจะเกิดในระยะเวลาอันใกล้ ประเทศสมาชิกจะใช้อำนาจตามกฎหมายของประเทศในการควบคุมความเสี่ยงดังกล่าวเท่าที่จำเป็น โดยสั่งหรือแนะนำให้ผู้เดินทางนั้นปฏิบัติตามย่อหน้า 3 ของมาตราการ 23 เพื่อ

(ก)ส่งตรวจทางการแพทย์ที่ใช้หัตการชำแรกผิวหนังหรือล่วงล้ำบุคคลที่น้อยที่สุดเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ด้านสาธารณสุข

(ข)ให้วัคซีน หรือการป้องกันอื่น หรือ

(ค)มาตรการด้านสุขภาพเพิ่มเติมอื่นๆที่จะป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายของโรค ตั้งแต่ การแยกกัก  กักกัน หรือ เฝ้าสังเกตด้านสาธารณสุข

 

 

มาตรา32

การปฏิบัติต่อผู้เดินทาง

ในการดำเนินมาตรการด้านสาธารณสุขภายใต้กฎอนามัยฯนี้ ประเทศสมาชิกจะต้องปฏิบัติต่อผู้เดินทางโดยเคารพต่อศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ สิทธิมนุษยชน และอิสรภาพพื้นฐาน และลดความไม่สะดวก ไม่สบายและความกังวลใจ ให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งจะรวม

(ก)ปฏิบัติต่อผู้เดินทางทุกคนด้วยความเอื้ออารี และให้เกียรติ

(ข)ปฏิบัติให้เหมาะสม ต่อ เพศ วัฒนธรรมสังคม เชื้อชาติ และความเชื่อทางศาสนา และ

(ค)ตระเตรียมและจัดหา อาหาร น้ำ และที่พักที่เหมาะสมให้เพียงพอ ดูแลกระเป๋าเดินทาง และสิ่งของมีค่าอื่นๆ การให้การรักษาทางการแพทย์ที่สมควร อุปกรณ์สื่อสารุและภาษาที่ผู้เดินทางเข้าใจ และความช่วยเหลืออื่นๆสำหรับผู้เดินทางที่ถูกกักกัน แยกกัก หรือถูกจับตรวจทางการแพทย์ หรือขั้นตอนอื่นเพื่อจุดประสงค์ด้านสาธารณสุข

 

บทที่ IV บทบัญญัติพิเศษสำหรับสินค้า ตู้บรรทุกสินค้าและพื้นที่ขนถ่ายสินค้า

 

มาตรา 33

สินค้าแวะผ่านแดน

ตามมาตรา 43 หรือตามข้อตกลงระหว่างประเทศ สินค้าอื่นที่ไม่ใช่สัตว์มีชีวิต ที่แวะผ่านแดนโดยไม่มีการขนถ่ายระหว่างทางไม่ต้องดำเนินมาตรการด้านสาธารณสุขภายใต้กฎอนามัยฯนี้ หรืออายัดไว้ด้วยจุดประสงค์ด้านสาธารณสุข

 

มาตรา34

ตู้บรรทุกสินค้าและพื้นที่ขนถ่ายสินค้า

1.ประเทศสมาชิกต้องให้ความมั่นใจเท่าที่จะทำได้ว่า บริษัทเรือผู้ขนส่งจะใช้เส้นทางจราจรระหว่างประเทศในการขนตู้บรรทุกสินค้าและดูแลให้ปลอดจากแหล่งติดเชื้อโรค หรือการปนเปื้อน ซึ่งรวมพาหะนำโรคและแหล่งรังโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างการบรรจุหีบห่อ

2.ประเทศสมาชิกต้องให้ความมั่นใจเท่าที่จะทำได้ว่า จะมีการดูแลบริเวณขนถ่ายสินค้าให้ปลอดจากแหล่งติดเชื้อโรค หรือการปนเปื้อน ซึ่งรวม พาหะนำโรคและแหล่งรังโรค

3. เมื่อประเทศสมาชิกพิจารณาแล้วเห็นว่า ปริมาณการขนส่งตู้บรรทุกสินค้ามีมากพอ เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจจะดำเนินมาตรการทุกอย่างที่สอดคล้องกับกฎอนามัยนี้ ทำการตรวจตรา ประเมินลักษณะสุขาภิบาลของพื้นที่ขนถ่ายสินค้าขึ้นหรือออกจากตู้บรรทุกสินค้าเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้

4.สถานที่และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการตรวจตรา การแยกกักตู้บรรทุกสินค้า จะต้องจัดหาไว้บริการที่บริเวณขนถ่ายสินค้าบรรจุเข้าตู้บรรทุกสินค้า

5. ผู้จัดส่งต้นทางและผู้รับตู้บรรทุกสินค้าปลายทางจะต้องดำเนินมาตราการทุกวิถีทาง เพื่อหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนข้ามกันไปมา (cross-contamination) เมื่อมีการวิธีใช้การขนถ่ายแบบหลายครั้ง (multiple-use loading)

 

ภาค VI เอกสารสุขภาพ HEALTH DOCUMENTS

 

มาตรา35

กฎ กติกาทั่วไป

การเดินทางระหว่างประเทศ ไม่จำเป็นต้องใช้เอกสารสุขภาพอย่างอื่นนอกจากที่บัญญัติไว้ในกฎอนามัยฯนี้ หรือที่ออกโดยคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก อย่างไรก็ตาม มาตรานี้ไม่ได้ใช้บังคับกับผู้เดินทางที่ร้องขอถิ่นที่อยู่ชั่วคราวหรือถาวรที่ต้องใช้เอกสารประกอบคำขออย่างอื่น และ ยกเว้นเอกสารที่ต้องใช้แสดงสถานภาพด้านสาธารณสุขของสินค้าหรือสินค้าบรรทุกในระบบการค้าระหว่างประเทศ หรือตามข้อตกลงระหว่างประเทศ

เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอาจจะร้องขอให้ผู้เดินทางกรอกแบบฟอร์มข้อมูลการสัมผัสโรค หรือแบบสอบถามเรื่องสุขภาพของผู้เดินทางตามความต้องการที่กำหนดไว้ในมาตรา 23

 

มาตรา 36

เอกสารรับรองการได้รับวัคซีนหรือการป้องกันโรคอย่างอื่น

1.วัคซีนหรือการป้องกันโรคอย่างอื่นสำหรับผู้เดินทางที่ต้องได้รับตามกฎอนามัยนี้หรือตามคำแนะนำและเอกสารรับรองที่เกี่ยวข้อง จะตรงตรงกับแบบฟอร์มที่บัญญัติไว้ในภาคผนวก 6 และ ภาคผนวก 7 ในกรณีโรคจำเพาะ

2.ผู้เดินทางที่มีเอกสารรับรองการได้รับวัคซีนหรือการป้องกันโรคอื่นที่ออกให้ถูกต้องตาม ภาคผนวก 6 และ/หรือ ภาคผนวก 7 จะไม่ถูกปฏิเสธ ห้ามเข้าประเทศ เพียงเพราะเดินทางมาจากเขตติดโรคนั้นๆ เว้นเสียแต่ว่า เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจสามารถตรวจสอบข้อบ่งชี้ และ/หรือมีหลักฐานว่าการได้รับวัคซีนหรือการป้องกันโรคอื่นนั้นไม่มีประสิทธิผล

 

มาตรา 37

เอกสารสำแดงสุขภาพทางเรือ (Maritime Declaration of Health)

1.ก่อนที่เรือจะเข้าเทียบท่าแรกในประเทศสมาชิก เจ้าของหรือผู้ควบคุมเรือจะต้องตรวจสอบสภาวะสุขภาพบนเรือ และแจ้งเมื่อมาถึง หรือล่วงหน้าก่อนมาถึง ให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจรับทราบด้วยอุปกรณ์สื่อสารที่ทันสมัยต่างๆที่มีบนเรือ และเซ็นต์ชื่อแพทย์ประจำเรือกำกับมาด้วยถ้ามี ยกเว้นในกรณีที่ประเทศสมาชิกไม่ต้องการใบสำแดงฯดังกล่าว

2.เจ้าของหรือผู้ควบคุมเรือ หรือแพทย์ประจำเรือถ้ามี จะส่งข้อมูลข่าวสารเรื่องสภาวะสุขภาพบนเรือขณะเดินทางระหว่างประเทศให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตามระเบียบ

3.เอกสารสำแดงสุภาพทางเรือจะต้องถูกต้องตามแบบที่ให้ไว้ในภาคผนวก 8

4.ประเทศสมาชิกจะ

(ก)ให้เรือทุกลำที่เข้าเทียบท่าในประเทศส่งเอกสารสำแดงสุขภาพทางเรือ หรือ

(ข)ให้เรือทุกลำที่มาจากเขตติดโรคส่งเอกสารสำแดงสุขภาพทางเรือ ตามแบบข้อความที่ต้องแจ้งเมื่อมาจากเขตติดโรค หรือเฉพาะเรือที่อาจจะมีการติดเชื้อหรือการปนเปื้อน

ประเทศสมาชิกจะแจ้งให้ผู้ประกอบการเดินเรือหรือตัวแทนรับทราบถึงความต้องการดังกล่าว

 

มาตรา38

ภาคสุขภาพของการสำแดงทั่วไปทางเครื่องบิน(Health part of Aircraft General Declaration)

 

1.นักบินผู้ควบคุมเครื่องบินหรือตัวแทนในเที่ยวบินที่จะลงจอด ณ ท่าอากาศยานแห่งแรกในประเทศสมาชิกจะต้องกรอกข้อมูลในส่วนภาคสุขภาพบนเอกสารสำแดงทั่วไปทางเครื่องบินให้ละเอียดที่สุดและส่งให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ ซึ่งแบบฟอร์มดังกล่าวจะต้องถูกต้องตามแบบที่กำหนดไว้ในภาคผนวก9 ยกเว้นในกรณีที่ประเทศสมาชิกไม่ต้องการเอกสารสำแดงฯดังกล่าว

2.ผู้ควบคุมเครื่องบินหรือตัวแทนจะส่งข้อมูลข่าวสารที่ประเทศสมาชิกต้องการในเรื่องที่เกี่ยวกับสภาวะสุขภาพบนเครื่องบินขณะเดินทางระหว่างประเทศและมาตราการด้านสุขภาพที่ได้ดำเนินการต่อเครื่องบิน

3.ประเทศสมาชิกจะ

(ก)ให้เครื่องบินขาเข้าทุกลำที่ลงจอดในประเทศส่งเอกสารภาคสุขภาพของเอกสารสำแดงทั่วไปทางเครื่องบิน หรือ

(ข)ให้เครื่องบินทุกลำที่มาจากเขตติดโรคส่งเอกสารภาคสุขภาพของเอกสารสำแดงทั่วไปทางเครื่องบิน ตามแบบข้อความที่ต้องแจ้งเมื่อมาจากเขตติดโรค หรือเฉพาะเครื่องบินที่อาจจะมีการติดเชื้อหรือการปนเปื้อน

ประเทศสมาชิกจะแจ้งให้ผู้ประกอบการส่ยการบินหรือตัวแทนรับทราบถึงความต้องการดังกล่าว

 

มาตรา 39

เอกสารรับรองการควบคุมสุขาภิบาลเรือ

1.เอกสารรับรองหรือรับรองการยกเว้นการควบคุมสุขาภิบาลเรือจะมีผลบังคับใช้นานสุด 6 เดือน และขยายเวลาต่อไปได้อีก 1 เดือน ถ้า การตรวจตราหรือการดำเนินมาตราการต่างๆที่ต้องการกระทำไม่เสร็จที่ท่าเรือ

2.ถ้าไม่อาจแสดงเอกสารรับรองหรือรับรองการยกเว้นการควบคุมสุขาภิบาลเรือที่ยังมีผลบังคับใช้ให้ดูได้ หรือมีหลักฐานว่าเกิดความเสี่ยงด้านสาธารณสุขบนเรือ ประเทศสมาชิกจะดำเนินมาตราการตาม ย่อหน้า 1 ของมาตรา 27

3. เอกสารรับรองฯที่อ้างถึงในมาตรานี้ จะต้องเป็นไปตามแบบ ที่แสดงไว้ใน ภาคผนวก 3

4.มาตรการควบคุมต่างๆที่จะกระทำต่อเรือ จะต้องดำเนินการเมื่อเรือว่างไม่มีสินค้า ในกรณีดำเนนการเฉพาะอับเฉา จะต้องกระทำก่อนขนถ่ายสินค้า

5.เมื่อได้ใช้มาตรการควบคุมจนเสร็จสิ้นเป็นที่น่าพอใจ เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจจะออกเอกสารรับรองการควบคุมสุขาภิบาลเรือให้ โดยบันทึกหลักฐานที่ตรวจพบและการควบคุมที่ได้ดำเนินการแล้ว

6.เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจจะออกเอกสารรับรองการยกเว้นการควบคุมสุขาภิบาลเรือ ณ ทุกท่าเรือที่กำหนดไว้ ภายใต้มาตรา 20 ถ้าพบว่าเรือปลอดการติดเชื้อโรคและการปนเปื้อน รวมถึง พาหะนำโรคและแหล่งรังโรค เอกสารรับรองฯดังกล่าวปกติจะออกให้เฉพาะเมื่อมีการตรวจตราเรือในขณะที่เรือไม่มีสินค้า หรือเมื่อมีเฉพาะอับเฉา หรือสิ่งของอย่างอื่นที่โดยธรรมชาติหรือนำทิ้งได้โดยไม่เป็นอุปสรรคในการตรวจตราพื้นที่บรรทุกสินค้าของเรืออย่างถี่ถ้วน

7.ถ้ามาตรการควบคุมได้ดำเนินการภายใต้เงื่อนไขที่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจประจำท่าเรือเห็นว่าไม่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอาจจะบันทึกประเด็นดังกล่าวไว้ในเอกสารรับรองการควบคุมสุขาภิบาลเรือด้วย

 

 

ภาคVII ค่าธรรมเนียม

 

มาตรา40

ค่าธรรมเนียมสำหรับมาตรการด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับผู้เดินทาง

1.ถ้าผู้เดินทางไม่ได้ร้องขอถิ่นที่อยู่ชั่วคราวหรือถาวร และตามย่อหน้า 2 ของมาตรานี้ ประเทศสมาชิกจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแก่ผู้ปฏิบัติตามกฏอนามัยนี้ สำหรับมาตรการด้านสาธารณสุข ไม่ได้ ในกรณีดังต่อไปนี้

(ก)การตรวจทางการแพทย์ใดๆในกฏอนามัยฯ หรือการตรวจเพิ่มเติมอื่นๆ ที่ประเทศสมาชิกจะประเมินสถานภาพด้านสุขภาพของผู้เดินทาง

(ข)วัคซีนหรือการป้องกันโรคอย่างอื่นที่ให้แก่ผู้เดินทางขาเข้า แต่ไม่ได้ประกาศเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ หรือประกาศแต่น้อยกว่า 10 วัน

(ค)การแยกกัก หรือการกักกันผู้เดินทางที่เหมาะสม

(ง)เอกสารรับรองที่ออกให้ผู้เดินทางระบุชนิดของมาตรการและวันที่ดำเนินการ หรือ

(จ)มาตรการด้านสุขภาพที่กระทำต่อกระเป๋าเดินทางที่ติดตัวมากับผู้เดินทาง

2.ประเทศสมาชิกจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับมาตรการด้านสุขภาพอื่นที่ไม่ได้ระบุไว้ในย่อหน้าที่1 ของมาตรานี้ รวมถึงมาตรการขั้นต้นที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้เดินทาง

3.ถ้ามีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการดำเนินมาตรการด้านสุขภาพต่อผู้เดินทางภายใต้กฎอนามัยฯนี้ แต่ละประเทศสมาชิกจะเรียกเก็บค่าบริการอัตราเดียว และค่าบริการที่เรียกเก็บ  ทุกครั้งจะ

(ก)เป็นอัตราที่กำหนด

(ข)ไม่สูงกว่าต้นทุนในการให้บริการ และ

(ค)เท่ากันหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้เดินทางชาติไหน ภูมิลำเนาอยู่ที่ใด

4.ค่าบริการและการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าบริการจะต้องพิมพ์เป็นลายลักษณ์อักษร อย่างน้อย 10 วัน ก่อนจะมีผลเรียกเก็บ

5.ไม่มีข้อห้ามใดในกฏอนามัยฯนี้ ที่ไม่ให้ประเทศสมาชิกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการดำเนินมาตรการด้านสุขภาพตามที่บัญญัติไว้ใน ย่อหน้า1  ในมาตรานี้ จาก

(ก)จากผู้บังคับ หรือเจ้าของยานพาหนะ ที่เกี่ยวกับลูกจ้าง หรือ

(ข)จากแหล่งประกันภัยที่เก็บได้

6.แม้ในสถานการณ์ที่ผู้เดินทางหรือผู้ควบคุมยานพาหนะติดค้างค่าธรรมเนียมที่อ้างถึงในย่อหน้า 1 หรือ 2 ของมาตรานี้ ประเทศสมาชิกไม่อาจใช้เป็นข้ออ้างห้ามผู้เดินทางหรือยานพาหนะเดินทางออกนอกประเทศได้

 

มาตรา 41

ค่าธรรมเนียม สำหรับกระเป่าเดินทาง สินค้าบรรทุก ตู้บรรทุกสินค้า ยานพาหนะ สินค้าอื่นๆ หรือพัสดุไปรษณียภัณฑ์

1.เมื่อมีการกำหนดค่าธรรมเนียมในการดำเนินมาตรการด้านสุขภาพต่อ กระเป๋าเดินทาง สินค้าบรรทุก ตู้บรรทุกสินค้า ยานพาหนะ สินค้าอื่นๆ หรือพัสดุไปรษณียภัณฑ์ภายใต้กฎอนามัยฯนี้ ประเทศสมาชิกจะต้องกำหนดค่าธรรมเนียมอัตราเดียวและ และการคิดค่าธรรมเนียมทุกครั้ง จะต้อง

(ก)เป็นไปตามอัตราที่กำหนดไว้

(ข)ไม่เกินกว่าค่าใช้จ่ายในการดำเนินมาตรการ และ

(ค)เรียกเก็บในอัตราเท่ากันหมด โดยไม่คำนึงถึง สัญชาติ ของเจ้าของกระเป๋าเดินทาง สินค้าบรรทุก ตู้บรรทุกสินค้า ยานพาหนะ สินค้าอื่น หรือพัสดุไปรษณียภัณฑ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องไม่มีการเลือกเก็บระหว่างอัตราของกระเป๋าเดินทาง สินค้าบรรทุก ตู้บรรทุกสินค้า ยานพาหนะ สินค้าอื่น หรือ พัสดุไปรษณียภัณฑ์ ของในประเทศ  หรือของต่างประเทศ

2.ค่าธรรมเนียมที่กำหนด หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง จะต้องตีพิมพ์เป็นลายลักษณ์อักษรก่อน 10 วัน

 

 

ภาคVIII บทบัญญัติทั่วไป

 

มาตรา42

การบังคับใช้มาตรการด้านสุขภาพ

มาตรการด้านสุขภาพที่ถือปฏิบัติตามกฎอนามัยฯนี้จะต้องเริ่มต้นและดำเนินการให้เสร็จสิ้นลงโดยไม่ชักช้า และด้วยความโปร่งใส และไม่เลือกปฏิบัติ

 

 

มาตรา43

มาตรการด้านสุขภาพเพิ่มเติม

1.กฎอนามัยฯนี้ไม่จำกัดสิทธิประเทศสมาชิกในการดำเนินมาตรการสุขภาพตามกฎหมายของประเทศตนเองหรือตามที่มีพันธะตามกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อตอบสนองกับเหตุเสี่ยงด้านสาธารณสุขหรือเหตุฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่มีแนวโน้มลุกลามข้ามประเทศ ซึ่ง

(ก)มีผลป้องกันได้ในระดับเดียวหรือดีกว่าที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ หรือ

(ข)เป็นเหตุต้องห้ามตามมาตรา 25  มาตรา 26  ย่อหน้า 1  และ 2 ของ มาตรา 28 มาตรา 30  ย่อหน้า 1(ค) ของมาตรา 31 และ มาตรา 33

มาตรการดังกล่าวต้องไม่ขัดแย้งกับที่กำหนดในกฎอนามัยนี้

มาตรการต่างๆดังกล่าวจะต้องไม่ทำให้การจราจรระหว่างประเทศติดขัดมากขึ้น ทั้งจะต้องไม่เป็นหัตการที่ทำให้บาดเจ็บ หรือล่วงเกินบุคคลเกินกว่ามาตรการเลือกอื่นที่ให้ผลการป้องกันในระดับที่เหมาะสม

2.การพิจารณาว่าจะดำเนินมาตรการสุขภาพที่อ้างถึงใน ย่อหน้า 1 ของมาตรานี้หรือดำเนินมาตรการสุขภาพอื่น ตามย่อหน้า 2 ของมาตรา 23  ย่อหน้า 1 ของมาตรา 27  ย่อหน้า 2 ของ มาตรา 28 และ ย่อหน้า 2(ค) ของมาตรา 31 ประเทศสมาชิกจะอาศัย

(ก)หลักการทางวิทยาศาสตร์

(ข)หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงความเสี่ยงด้านสุขภาพที่มีอยู่ หรือในกรณีที่พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ ข้อมูลข่าวสารจากองค์การอนามัยโลกและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง องค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ และ

(ค)คู่มือหรือคำแนะนำจำเพาะจากองค์การอนามัยโลกที่มีอยู่

3.ประเทศสมาชิกที่ดำเนินมาตรการด้านสุขภาพเพิ่มเติมที่อ้างถึงใน ย่อหน้า 1 ของมาตรานี้ และรบกวนการเดินทางระหว่างประเทศอย่างเห็นได้ชัด ประเทศสมาชิกจะแจ้งเหตุผลและข้อมูลข่าวสารทางวิทยาศาสตร์ให้องค์การอนามัยโลกทราบ องค์การอนามัยโลกจะแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเหล่านี้ และข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับมาตรการสุขภาพแก่ประเทศสมาชิก

สำหรับจุดประสงค์ของมาตรานี้ การรบกวนการเดินทางระหว่างประเทศที่เห็นได้ชัด หมายถึงการห้ามผู้เดินทางระหว่างประเทศ กระเป๋าเดินทาง สินค้าบรรทุก ตู้บรรทุกสินค้า  ยานพาหนะ สินค้าอื่นๆ หรืออื่นๆที่ใกล้เคียงกัน เข้าหรือออกเมือง หรือเกิดเหตุล่าช้า มากกว่า 24 ชั่วโมง

4.หลังจากประเมินข้อมูลข่าวสารที่ต้องปฏิบัติตาม ย่อหน้า 3 และ 5 ของ มาตรานี้และข้อมูลเกี่ยวข้องอื่นๆ แล้ว องค์การอนามัยโลกอาจขอให้ประเทศสมาชิกพิจารณาทบทวนมาตรการดังกล่าวอีกครั้ง

5.ประเทศสมาชิกที่ดำเนินมาตรการด้านสุขภาพเพิ่มเติม ตามที่อ้างถึงในย่อหน้า1 และ2 ของมาตรานี้ แล้วไปรบกวนการจราจรระหว่างประเทศอย่างเห็นได้ชัด ประเทศสมาชิกนั้นจะต้องแจ้งให้องค์การอนามัยโลกทราบภายใน 24 ชั่วโมง หลังดำเนินมาตรการพร้อมเหตุผลในการดำเนินมาตรการดังกล่าว ยกเว้นถ้าเป็นมาตรการจากคำแนะนำชั่วคราวหรือยืนพื้น

6.ประเทศสมาชิกที่ดำเนินมาตรการด้านสุขภาพเพิ่มเติม ตามอ้างถึง ย่อหน้า 1 และ 2 ของมาตรานี้ จะต้องทบทวนมาตรการดังกล่าวโดยอาศัยคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกตามเกณฑ์ที่ระบุไว้ในย่อหน้า 2 ของมาตรานี้ ภายใน 3 เดือน

7. ประเทศสมาชิกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการที่ประเทศสมาชิกอื่นดำเนินการตามย่อหน้า 1 และ 2 ของมาตรานี้ อาจใช้สิทธิตามมาตรา 56 ขอให้ประเทศสมาชิกที่ดำเนินมาตรการนั้นให้มาประชุมปรึกษาหารือกัน จุดประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจในข้อมูลข่าวสารอ้างอิงวิทยาศาสตร์และเหตุผลด้านสาธารณสุขที่ทำให้ต้องดำเนินมาตรการดังกล่าว และเพื่อหาข้อสรุปที่ยอมรับได้ทั้ง 2 ฝ่าย

8.เนื้อหาในมาตรานี้ที่บัญญัติไว้ยังจะนำไปใช้ในการดำเนินมาตรการกับผู้เดินทางที่มาร่วมชุมนุมกันเป็นจำนวนมากได้อีกด้วย

 

มาตรา 44

ความร่วมมือและการให้ความช่วยเหลือ

1.ประเทศสมาชิกจะให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เท่าที่จะทำได้ในเรื่อง

(ก)การตรวจหาและการประเมิน การตอบสนอง ต่อเหตุการณ์ที่ระบุไว้ภายในกฎอนามัยฯนี้

(ข)ตระเตรียมหรืออำนวยความสะดวกในเรื่องความร่วมมือด้านเทคนิกและการส่งกำลังบำรุง ในการพัฒนา เสริมสร้างความแข็งแกร่ง และรักษาระดับขีดความสามารถด้านสาธารณสุขที่กฎอนามัยฯนี้ระบุไว้

(ค)ระดมแหล่งทรัพยากรเพื่อสนับสนุนการดำเนินมาตรการต่างๆที่ผูกพันตามกฎอนามัยฯนี้

(ง)การเสนอกฎหมายหรือกฎระเบียบและข้อปฏิบัติต่างๆด้านการบริหารเพื่อดำเนินมาตรการต่างๆตามกฎอนามัยฯนี้

2.องค์การอนามัยโลกจะให้ความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆของประเทศสมาชิกเมื่อได้รับการร้องขอ เท่าที่จะทำได้ ในเรื่อง

(ก)การกำหนดค่าและประเมินขีดความสามารถด้านสาธารณสุขเพื่อให้การดำเนินมาตรการตามกฎอนามัยฯเป็นไปอย่างมีประสิทธิผล

(ข)ส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือทางเทคนิกและการส่งกำลังบำรุงแก่ประเทศสมาชิก และ

(ค)การระดมแหล่งทรัพยากรเพื่อสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาในการสร้าง ส่งเสริม และรักษาระดับขีดความสามารถตามที่บัญญัติไว้ในภาคผนวก 1

3.ความร่วมมือภายใต้มาตรานี้อาจจะกระทำผ่านหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นทวิภาคี เครือข่ายในภูมิภาค และสำนักงานองค์การอนามัยโลกส่วนภูมิภาค และผ่านหน่วยงานราชการ และองค์กรระหว่างประเทศ

 

 

 

 

 

มาตรา45

การปฏิบัติต่อข้อมูลบุคคล

1.ข้อมูลสุขภาพของบุคคลที่ตรวจสอบแล้วหรือตรวจสอบได้ที่ประเทศสมาชิกเก็บรวบรวมหรือได้รับภายใต้กฎอนามัยฯนี้จากประเทศสมาชิกอื่นๆหรือจากองค์การอนามัยโลกจะต้องเก็บเป็นความลับและประมวลผลโดยปิดบังชื่อตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายของประเทศสมาชิกนั้น

2.แม้จะมีข้อบัญญัติไว้ตามย่อหน้า 1 ประเทศสมาชิกอาจจะเปิดเผย หรือประมวลข้อมูลบุคคลในส่วนสำคัญเพื่อจุดประสงค์ในการประเมิน และการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสาธารณสุข แต่ประเทศสมาชิกจะต้องถือปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศ และองค์การอนามัยโลก และให้แน่ใจว่า ข้อมูลบุคคลนั้นๆ จะ

(ก)ได้มีการประมวลผลอย่างโปร่งใสและเป็นไปตามกฎหมาย และไม่นำไปประมวลผลต่อในส่วนที่ขัดกับจุดประสงค์

(ข)มีความพอดี เกี่ยวข้องตรง และไม่เกินกว่าที่กำหนดไว้ในจุดประสงค์นั้น

(ค)แม่นยำ และ ปรับให้ทันสมัยตลอดเวลา ข้อมูลที่ไม่แม่นยำ ไม่ครบถ้วน จะได้รับการลบทิ้งหรือสอบสวนพิสูจน์ความจริงตามเหตุผลทุกขั้นตอน และ

(ง)ไม่เก็บไว้นานเกินความจำเป็น

3.ถ้าได้รับการร้องขอ องค์การอนามัยโลกจะส่งข้อมูลบุคคลให้บุคคลนั้นๆ ตามมาตรานี้ ในแบบฟอร์มเป็นภาษาที่เข้าใจง่าย โดยไม่ชักช้า หรือไม่คิดค่าบริการ และถ้ามีความผิดพลาด จะยินยอมให้บุคคลนั้นแก้ไขข้อมูลได้

 

มาตรา46

การขนส่งและการจับต้องชีววัตถุ น้ำยาเคมี และวัสดุ เพื่อการชัณสูตร

ประเทศสมาชิกจะต้องถือปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศตนเอง และข้อแนะนำระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ในการขนส่ง การนำเข้า การส่งออก การปฏิบัติตามแนวทาง และการกำจัดชีววัตถุและตัวอย่างส่งตรวจ น้ำยาเคมี และวัสดุเพื่อการชัณสูตรอย่างอื่น เพื่อการตรวจสอบพิสูจน์ความจริงและการตอบสนองด้านสาธารณสุขภายใต้กฎอนามัยฯนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาคIX กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ คณะกรรมการเหตุฉุกเฉิน และคณะกรรมการทบทวน

ด้านกฎอนามัยระหว่างประเทศ

 

บทที่I กลุ่มผู้เชี่ยวชาญกฎอนามัยระหว่างประเทศ

 

มาตรา47

องค์ประกอบ

ผู้อำนวยการใหญ่ฯจะจัดตั้งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญจากสาขาวิชาการที่เกี่ยวข้องต่างๆ (ในที่นี้จะเรียกว่า กลุ่มผู้เชี่ยวชาญกฎอนามัยฯ)และแต่งตั้งสมาชิกของกลุ่มฯตามข้อบังคับขององค์การอนามัยโลกเรื่องกลุ่มที่ปรึกษาและคณะกรรมการ (WHO Regulations for Expert Advisory Panels and Committees) (ในที่นี้จะเรียก กฎระเบียบกลุ่มที่ปรึกษา องค์การอนามัยโลก) ถ้าไม่ขัดกับข้อบัญญัติอื่นในกฎอนามัยฯนี้  นอกจากนี้ ผู้อำนวยการใหญ่ฯจะแต่งตั้งสมาชิก 1 คน ตามคำขอของประเทศสมาชิกและเมื่อเหมาะสมจะแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญที่เสนอโดยหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องและองค์กรบูรณาการเศรษฐกิจเขต (regional economic integration organizations) ประเทศสมาชิกที่เกี่ยวข้องอาจจะเสนอคุณสมบัติและสาขาผู้เชี่ยวชาญที่ต้องการให้เป็นสมาชิกในกลุ่มฯให้ผู้อำนวยการใหญ่ฯคัดเลือก จากนั้นจะแจ้งองค์ประกอบของกลุ่มผู้เชียวชาญกฎอนามัยฯให้ประเทศสมาชิก หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องและองค์กรบูรณาการเศรษฐกิจเขตทราบเป็นระยะ

 

บทที่II คณะกรรมการเหตุฉุกเฉิน

 

มาตรา 48

ขอบเขตหน้าที่และองค์ประกอบ (Terms of reference and composition)

1.ผู้อำนวยการใหญ่ฯจะจัดตั้งคณะกรรมการเหตุฉุกเฉินขึ้น และเมื่อผู้อำนวยการใหญ่ฯร้องขอ คณะกรรมการฯจะให้ความเห็นในเรื่อง

(ก)เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเหตุฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่มีแนวโน้มลุกลามข้ามประเทศหรือไม่

(ข)การยกเลิกเหตุฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่มีแนวโน้มลุกลามข้ามประเทศ

(ค)การออกคำแนะนำ การเปลี่ยนแปลงปรับปรุงเนื้อหา การยืดอายุ หรือ การสั่งยุติคำแนะนำชั่วคราว

2.คณะกรรมการเหตุฉุกเฉินจะประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญที่ผู้อำนวยการใหญ่ฯเลือกจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญกฎอนามัยฯ และเมื่อเหมาะสมอาจจะเลือกจากกลุ่มที่ปรึกษาขององค์การฯ ผู้อำนวยการใหญ่ฯจะกำหนดระยะเวลาทำหน้าที่ของสมาชิกโดยคำนึงถึงความต่อเนื่องเมื่อเกิดเหตุการณ์จำเพาะและเหตุการณ์ที่จะเกิดต่อเนื่องตามมา ผู้อำนวยการใหญ่ฯจะเลือกสมาชิกของคณะกรรมการเหตุฉุกเฉินโดยยึดความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่ต้องการตามเหตุการณ์ที่เกิดและเป็นตัวแทนจากพื้นที่ภูมิศาสตร์อย่างเท่าเทียมกัน อย่างน้อยสมาชิกของคณะกรรมการเหตุฉุกเฉิน 1 คน จะเสนอโดยประเทศสมาชิกที่มีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น

3.ผู้อำนวยการใหญ่ฯ อาจจะแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิก 1 คน หรือมากกว่า ด้วยตัวเองหรือด้วยการร้องขอจากคณะกรรมการเพื่อเป็นผู้ให้คำแนะนำแก่คณะกรรมการฯ

 

มาตรา49

การปฏิบัติ

1.ผู้อำนวยการใหญ่ฯจะเปิดประชุมคณะกรรมการเหตุฉุกเฉิน โดยการเลือกสมาชิกผู้เชี่ยวชาญจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญตามอ้างในย่อหน้า 2 ของมาตรา 48 ตามสาขาของความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์จำเพาะนั้นมากที่สุด จุดประสงค์ของมาตรานี้ เพื่อจัดประชุมคณะกรรมการเหตุฉุกเฉินอาจจะรวม การประชุมทางไกล(teleconferences) การประชุมวิดีโอ(videoconferences) หรือการติดต่อสื่อสารทางอิเลคโทรนิก

2.ผู้อำนวยการใหญ่ฯจะเตรียมระเบียบวาระการประชุมและข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ข้อมูลที่ได้จากประเทศสมาชิก รวมถึงคำแนะนำชั่วคราวที่ผู้อำนวยการใหญ่ฯเสนอเพื่อให้พิจารณา

3.คณะกรรมการเหตุฉุกเฉินจะเลือกประธานและจัดเตรียมรายงานสรุปของการประชุมแต่ละครั้งรวมถึงเรื่องต่อเนื่องและการปรึกษาหารือ และเรื่องคำแนะนำต่างๆ

4.ผู้อำนวยการใหญ่ฯจะเชิญประเทศสมาชิกที่มีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นมานำเสนอมุมมองของตัวเองต่อคณะกรรมการเหตุฉุกเฉิน โดยแจ้งวันเวลาและระเบียบวาระการประชุมของคณะกรรมการเหตุฉุกเฉินไปให้ล่วงหน้าเป็นเวลาพอสมควร ประเทศสมาชิกดังกล่าวไม่อาจจะขอเลื่อนการประชุมของคณะกรรมการฯเพื่อนำเสนอมุมมองออกไปได้

5.ความเห็นของคณะกรรมการเหตุฉุกเฉินจะส่งต่อไปให้ผู้อำนวยการใหญ่ฯเพื่อพิจารณาตัดสินใจครั้งสุดท้าย

6.ผู้อำนวยการใหญ่ฯจะแจ้งประเทศสมาชิกถึงผลการกำหนด การสั่งยกเลิกเหตุฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่มีแนวโน้มลุกลามข้ามประเทศ มาตรการสุขภาพที่ดำเนินการโดยประเทศสมาชิก คำแนะนำชั่วคราวต่างๆที่ให้ปฏิบัติ การเปลี่ยนแปลงคำแนะนำ การต่ออายุ และการยุติการปฏิบัติตามคำแนะนำนั้น พร้อมความเห็นของคณะกรรมการเหตุฉุกเฉิน ผู้อำนวยการใหญ่ฯจะแจ้งผู้ควบคุมยานพาหนะผ่านประเทศสมาชิกและหน่วยงานระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องต่างๆถึงคำแนะนำชั่วคราว ซึ่งรวมการเปลี่ยนแปลง การต่ออายุ หรือการยุติการปฏิบัติตามคำแนะนำ และจะนำเสนอข้อมูลและคำแนะนำต่างๆดังกล่าวต่อสาธารณะ

7.ประเทศสมาชิกที่เกิดเหตุฉุกเฉินฯจะแจ้งผู้อำนวยการใหญ่ฯให้ยกเลิกเหตุฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่มีแนวโน้มลุกลามข้ามประเทศ และ/หรือ คำแนะนำชั่วตราวและอาจจะนำเสนอความประสงค์ดังกล่าวต่อคณะกรรมการเหตุฉุกเฉิน

 

 

 

 

 

 

บทที่III คณะกรรมการทบทวน

 

มาตรา50

ขอบเขตหน้าที่และองค์ประกอบ

1.ผู้อำนวยการใหญ่ฯจะจัดตั้งคณะกรรมการทบทวนซึ่งจะมีหน้าที่ดังต่อไปนี้

(ก)ให้คำแนะนำด้านเทคนิกเรื่องการแก้ไขกฏอนามัยฯนี้ แก่ผู้อำนวยการใหญ่ฯ

(ข)ให้คำแนะนำด้านเทคนิก ถึงเรื่องคำแนะนำชั่วคราว และการเปลี่ยนแปลงเนื้อหา หรือ ยกเลิก แก่ผู้อำนวยการใหญ่ฯ

(ค)ให้คำแนะนำด้านเทคนิก แก่ผู้อำนวยการใหญ่ฯเมื่อขอความเห็นในเรื่องที่เกี่ยวกับหน้าที่ การปฏิบัติงานตามกฎอนามัยฯนี้

2.คณะกรรมการทบทวนจะถือว่าเป็นคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญตามกฎระเบียบกลุ่มที่ปรึกษา องค์การอนามัยโลก ยกเว้นจะระบุเป็นอย่างอื่นตามมาตรานี้

3.ผู้อำนวยการใหญ่ฯจะเลือกสรรและแต่งตั้งสมาชิกของคณะกรรมการทบทวนจากกลุ่มผุ้เชี่ยวชาญกฎอนามัยฯและเมื่อมีเหตุอันควร อาจเลือกจากกลุ่มที่ปรึกษาอื่นขององค์การอนามัยโลกด้วย

4.ผู้อำนวยการใหญ่ฯจะกำหนดจำนวนสมาชิกที่จะเชิญเข้าประชุมคณะกรรมการทบทวน วันเดือนปี และระยะเวลา และเปิดประชุมคณะกรรมการฯ

5. ผู้อำนวยการใหญ่ฯจะแต่งตั้งสมาชิก ให้ทำงานในคณะกรรมการทบทวนเป็นระยะเวลาเฉพาะเรื่องเท่านั้น

6.ผู้อำนวยการใหญ่ฯจะเลือกสมาชิกของคณะกรรมการทบทวนโดยใช้หลัก ความเสมอภาคเท่าเทียมกันของตัวแทนด้านภูมิศาสตร์  จำนวนหญิงชายที่สมดุล จำนวนผู้เชี่ยวชาญเท่าๆกันจากประเทศพัฒนาและกำลังพัฒนา ตัวแทนเสนอความเห็นด้านวิทยาศาสตร์ที่หลากหลาย ประสบการด้ายวิชาการและเชิงปฏิบัติจากส่วนต่างๆของโลกและสมดุลของความหลากหลายสาขาวิชาการ

 

มาตรา51

การดำเนินการ

1.การตัดสินใจของคณะกรรมการทบทวนใช้วิธีลงคะแนนโดยนับเสียงส่วนใหญ่ของสมาชิกที่เข้าประชุม

2.ผู้อำนวยการใหญ่ฯจะเชิญประเทศสมาชิก องค์การสหประชาชาติ และองค์การชำนัญพิเศษอื่นๆ และหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องหรือหน่วยงานนอกกำกับราชการที่สัมพันธ์กับองค์การอนามัยโลกเพื่อคัดเลือกผู้แทนเข้าประชุมคณะกรรมการทบทวน ผู้แทนดังกล่าวจะยื่นบันทึกพร้อมคำยินยอมของประธานแสดงถ้อยแถลงถึงเรื่องที่กำลังปรึกษาหารือกัน แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน

 

 

 

มาตรา52

การรายงาน

1.ในการประชุมแต่ละครั้ง คณะกรรมการทบทวนจะวางกรอบการรายงานความเห็นและคำแนะนำของคณะกรรมการฯไว้ล่วงหน้า รายงานดังกล่าวจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการทบทวนก่อนการประชุมจะสิ้นสุด  ความเห็นและคำแนะนำไม่ใช่เป็นข้อผูกมัดต่อองค์การอนามัยโลกแต่จะเขียนในรูปแบบคำแนะนำส่งผู้อำนวยการใหญ่ฯ เนื้อหาของรายงานจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ถ้าไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการฯ

2.ถ้าการตัดสินของคณะกรรมการทบทวนไม่เป็นเอกฉันท์ ประเทศสมาชิกอาจจะแสดงความคิดเห็นที่ไม่เห็นด้วยเหตุผลเชิงวิชาการในรายงานเดี่ยวหรือเป็นคณะบุคคลและประกอบเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรายงานของคณะกรรมการฯ

3.รายงานของคณะกรรมการจะต้องเสนอผู้อำนวยการใหญ่ฯ ซึ่งจะส่งต่อความเห็นและคำแนะนำไปยังสมัชชาองค์การอนามัยโลกหรือคณะกรรมการบริหารองค์การอนามัยโลกเพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป

 

มาตรา53

ขั้นตอนการจัดทำคำแนะนำยืนพื้น

เมื่อผู้อำนวยการใหญ่ฯพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเป็นและถึงเวลาต้องออกคำแนะนำยืนพื้น(standing recommendation)เพื่อจัดการเหตุฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ผู้อำนวยการใหญ่ฯจะขอความเห็นจากคณะกรรมการทบทวน นอกจากประเด็นที่กล่าวถึงในย่อหน้าต่างๆของมาตรา 50 – 52 แล้ว จะมีบทบัญญัติต่อไปนี้

(ก)ข้อเสนอให้ออกคำแนะนำยืนพื้น การแก้ไขปรับปรุง หรือการยกเลิกคำแนะนำ จะส่งให้คณะกรรมการทบทวนโดยผู้อำนวยการใหญ่ฯ หรือ ประเทศสมาชิกส่งผ่านทางผู้อำนวยการใหญ่ฯ

(ข)ประเทศสมาชิกทุกประเทศอาจส่งข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องให้คณะกรรมการทบทวนพิจารณาได้

(ค)ผู้อำนวยการใหญ่ฯอาจร้องขอให้ประเทศสมาชิกใด หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง หรือ หน่วยงานนอกสังกัดราชการที่เกี่ยวข้องตรงกับองค์การอนามัยโลกส่งข้อมูลข่าวสารในความครอบครองที่เกี่ยวข้องกับข้อเสนอคำแนะนำยืนพื้นตามที่กำหนดจากคณะกรรมการทบทวนเพื่อให้พิจาณาได้

(ง)ผู้อำนวยการใหญ่ฯอาจจะแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิก 1 คน หรือ มากกว่า เพื่อให้คำแนะนำแก่คณะกรรมการทบทวน ด้วยตัวเองหรือเมื่อได้รับคำร้องขอจากคณะกรรมการทบทวน แต่ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ไม่มีสิทธิลงคะแนนออกเสียง

(จ)รายงานทุกชิ้นที่มีความเห็นและคำแนะนำของคณะกรรมการทบทวน ในเรื่องคำแนะนำยืนพื้นจะต้องส่งต่อไปยังผู้อำนวยการใหญ่ฯเพื่อพิจารณาและตัดสินใจ จากนั้นผู้อำนวนการใหญ่ฯจะส่งความเห็นและคำแนะนำไปยังสมัชชาองค์การอนามัยโลก

(ฉ)ผู้อำนวยการใหญ่ฯจะติดต่อสื่อสารกับประเทศสมาชิก เรื่องคำแนะนำยืนพื้น การแก้ไขปรับปรุง หรือการยกเลิกคำแนะนำดังกล่าวตามความเห็นของคณะกรรมการทบทวน

(ช)ผู้อำนวยการใหญ่ฯจะยื่นคำแนะนำยืนพื้นเข้าที่ประชุมสมัชชาองค์การอนามัยโลกเพื่อพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป

 

ภาคX บทบัญญัติสุดท้าย

 

มาตรา54

การรายงานและการทบทวน

1.ประเทศสมาชิกและผู้อำนวยการใหญ่ฯจะรายงานให้สมัชชาองค์การอนามัยโลกทราบผลการบังคับใช้กฎอนามัยฯนี้ตามที่ผ่านการรับรองจากสมัชชาฯนี้แล้ว

2.สมัชชาองค์การอนามัยโลกจะทบทวนผลการบังคับใช้กฎอนามัยฯนี้เป็นระยะ เมื่อถึงที่สุดสมัชชาฯจะขอคำแนะนำจากคณะกรรมการทบทวนผ่านผู้อำนวยการใหญ่ฯ การทบทวนครั้งแรกจะกระทำในเวลาไม่เกิน 5 ปี หลังการบังคับใช้กฎอนามัยฯนี้

3.องค์การอนามัยโลกจะทำการศึกษาเพื่อทบทวนและประเมินการสัมฤทธิ์ผลของภาคผนวก 2 การทบทวนครั้งแรกจะดำเนินการในเวลาไม่เกิน 1 ปี หลังประกาศบังคับใช้กฎอนามัยฯนี้ ผลของการศึกษาทบทวนจะนำเสนอให้สมัชชาองค์การอนามัยโลกพิจารณาตามแต่สมควร

 

มาตรา55

การขอแก้ไข

1.การเสนอขอแก้ไขกฎอนามัยฯอาจจะกระทำได้โดยประเทศสมาชิกหรือผู้อำนวยการใหญ่ฯ ข้อเสนอดังกล่าวจะนำเสนอในสมัชชาองค์การอนามัยโลกเพื่อพิจารณา

2.ผู้อำนวยการใหญ่ฯจะส่งข้อความขอแก้ไขไปยังประเทศสมาชิกทุกประเทศ อย่างน้อย 4 เดือน ก่อนการประชุมสมัชชาองค์การอนามัยโลกซึ่งจะนำเข้าพิจารณา

3.การแก้ไขกฎอนามัยฯนี้และได้รับการรับรองจากประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลกภายใต้มาตรานี้จะมีผลบังคับใช้ต่อประเทศสมาชิกทุกประเทศในขอบเขต ด้วยสิทธิ และข้อผูกมัด เดียวกันตามมาตรา 22 ของรัฐธรรมนูญขององค์การอนามัยโลกและมาตรา 59 ถึง 64 ของกฎอนามัยฯนี้

 

มาตรา56

การตกลงข้อพิพาท

1.เมื่อเกิดเหตุการณ์ข้อพิพาทระหว่างประเทศสมาชิก 2 ประเทศ หรือ มากกว่า ในการตีความหรือการบังคับใช้ตามกฎอนามัยฯนี้ ประเทศสมาชิกจะต้องรีบหาทางตกลงข้อพิพาทด้วยการเจรจาต่อรองหรือวิถีทางสันติอื่นๆที่เลือกเอง เช่น สำนักงานที่ดี การประณีประนอม และการสมานฉันท์ หากไม่อาจตกลงกันได้ ประเทศสมาชิกคู่กรณียังต้องรับผิดชอบในการแสวงหาข้อยุติให้จงได้

2.ในกรณีที่ข้อพิพาทไม่อาจตกลงกันได้ด้วยวิถีทางทุกอย่างที่อธิบายไว้ในย่อหน้า 1 ของมาตรานี้ ประเทศสมาชิกที่เกี่ยวข้องอาจจะยินยอมนำข้อพิพาทเสนอผู้อำนวยการใหญ่ฯ ผู้จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อยุติข้อพิพาท

3.ประเทศสมาชิกจะสำแดงเป็นลายลักษณ์อักษรไปยังผู้อำนวยการใหญ่ฯยอมรับการตัดสินข้อพิพาทและยึดเป็นข้อบังคับในการตีความหรือการบังคับใช้กฎอนามัยฯเมื่อเกิดข้อพิพาทกับประเทศสมาชิกอื่น และประเทศสมาชิกอื่นนั้นยอมรับการตัดสินในเงื่อนไขเดียวกัน การตัดสินข้อพิพาทจะดำเนินการโดยอนุญาโตตุลาการถาวรซึ่งตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาข้อขัดแย้งระหว่างรัฐ (Permanent Court of Arbitration Optional Rules for Arbitrating Disputes between Two States) เมื่อมีการร้องขอ ประเทศสมาชิกคู่กรณีที่ยอมรับการตัดสินจะยอมปฏิบัติตามและถือเป็นอันสิ้นสุด ผู้อำนวยการใหญ่ฯจะแจ้งสมัชชาองค์การอนามัยโลกถึงขั้นตอนที่ได้เป็นตัวกลางในการดำเนินการตกลงข้อพิพาทเสร็จสิ้นแล้วตามความเหมาะสม

4.กฎอนามัยฯนี้ไม่จำกัดสิทธิประเทศสมาชิกที่จะดำเนินการลดข้อพิพาทภายใต้ข้อตกลงระหว่างประเทศเรื่องกลไกลดข้อพิพาทของหน่วยงานราชการอื่นที่เกี่ยวข้องหรือของความตกลงระหว่างประเทศอื่นๆ

5.ในกรณีเกิดข้อพิพาทระหว่างองค์การอนามัยโลกกับประเทศสมาชิก 1 ประเทศหรือ มากกว่า เกี่ยวกับการตีความหรือการบังคับใช้กฎอนามัยฯนี้ จะต้องนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของสมัชชาองค์การอนามัยโลก

 

มาตรา57

ความสัมพันธ์กับข้อตกลงระหว่างประเทศอื่นๆ

1.ประเทศสมาชิกจะต้องยอมรับว่า กฎอนามัยระหว่างประเทศและข้อตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องอื่นๆจะต้องตีความให้คล้องจองกัน บทบัญญัติของกฎอนามัยฯจะต้องไม่ทำให้สูญเสียสิทธิและข้อผูกมัดใดที่ประเทศสมาชิกมีไว้ในข้อตกลงระหว่างประเทศอื่นๆ

2.ตามย่อหน้า 1 ของมาตรานี้ กฎอนามัยฯนี้ไม่จำกัดสิทธิประเทศสมาชิกในผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ สภาพภูมิศาสตร์ สังคม และฐานะทางเศรษฐกิจที่เป็นผลสรุปจากสนธิสัญญาหรือข้อตกลงอื่นๆในการบังคับใช้กฎอนามัยฯนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนึงถึง

(ก)การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารด้านสาธารณสุขทั้งทางตรงและทางอ้อมระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

(ข)มาตรการด้านสุขภาพที่จะนำไปใช้กับการจราจรชายฝั่งและการจราจรทางน้ำระหว่างประเทศตามอำนาจตามกฎหมาย

(ค)มาตรการด้านสุขภาพที่ดำเนินกับเขตแดนต่อเนื่องที่ติดกับประเทศสมาชิกอื่น

(ง)การเตรียมการจัดการกับบุคคลหรือศพที่ได้รับผลกระทบด้วยการขนส่งที่ปรับใช้เฉพาะจุดประสงค์นี้ และ

(จ)การกำจัดหนู การกำจัดแมลง การทำลายเชื้อ การกำจัดการปนเปื้อน และการดำเนินการอื่นๆที่สั่งให้กระทำต่อสินค้าอื่นๆให้ปลอดเชื้อโรค

3.แม้ไม่ใช่ข้อบังคับตามกฎอนามัยฯนี้ ประเทศสมาชิกที่เป็นสมาชิกขององค์กรบูรณาการเศรษฐกิจเขตจะปฏิบัติตามกฎระเบียบขององค์กรฯที่ใช้บังคับเช่นเดียวกับกฏอนามัยฯนี้

 

มาตรา58

กฎอนามัยฯและข้อตกลงสุขาภิบาลระหว่างประเทศ

1.กฎอนามัยฯนี้ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 62 และ ข้อยกเว้นที่จะมีต่อไป จะใช้แทนกฏอนามัยฯและข้อตกลงสุขาภิบาลระหว่างประเทศต่อไปนี้

(ก) International Sanitary Convention, ลงนาม ณ กรุงปารีส เมื่อ  21 มิถุนายน 1926;

() International Sanitary Convention for Aerial Navigation, ลงนาม ณ กรุงเฮก เมื่อ

12 เมษายน 1933;

() International Agreement for dispensing with Bills of Health, ลงนามที่ กรุงปารีส เมื่อ

22 ธันวาคม 1934;

() International Agreement for dispensing with Consular Visas on Bills of Health, ลงนาม ณ กรุงปารีส เมื่อ  22 ธันวาคม 1934;

() อนุสัญญาเพื่อแก้ไข International Sanitary Convention ลงวันที่ 21 มิถุนายน 1926, ลงนาม ณ กรุงปารีส เมื่อ 31 ตุลาคม 1938;

() International Sanitary Convention, 1944, เพื่อปรับปรุงแก้ไข International Sanitary

Convention ลงวันที่ 21 มิถุนายน 1926, เปิดให้ลงนาม ณ กรุงวอชิงตัน เมื่อ 15 ธันวาคม 1944;

() International Sanitary Convention for Aerial Navigation, 1944, เพื่อปรับปรุงแก้ไข

International Sanitary Convention ลงวันที่ 12 เมษายนl 1933, เปิดให้ลงนาม ณ กรุง วอชิงตัน เมื่อ 15 ธันวาคม 1944;

() สนธิสัญญาเมื่อ 23 เมษายน 1946 เพื่อต่ออายุ International Sanitary Convention, 1944, ลงนาม ณ กรุง วอชิงตัน;

() สนธิสัญญาเมื่อ  23 เมษายน 1946 เพื่อต่ออายุ International Sanitary Convention for Aerial Navigation, 1944, ลงนาม ณ กรุง วอชิงตัน;

() International Sanitary Regulations, 1951, และเพิ่มเติมในปี 1955, 1956, 1960, 1963 และ 1965; และ

() กฎอนามัยระหว่างประเทศ 1969 และแก้ไข 1973 และ 1981.

2. The Pan American Sanitary Code, ลงนามที่ กรุงฮาวานา เมื่อ 14 พฤศจิกายน 1924, และยังมีผลบังคับใช้ ยกเว้น มาตรา  2, 9, 10, 11, 16 ถึง 53  มาตรา 61 และ  62, ซึ่งใช้ย่อหน้า1 ของมาตรานี้ ใช้บังคับได้

 

มาตรา59

การบังคับใช้ ระยะเวลาการปฏิเสธ หรือ การสงวนสิทธิ์

1.ระยะเวลาในการบังคับใช้ตามมาตรา 22 ของรัฐธรรมนูญองค์การอนามัยโลกเพื่อปฏิเสธ หรือ ขอสงวนสิทธิ์ตามกฎอนามัยฯนี้ หรือการแก้ไขที่จะตามมาในภายหลังนั้น คือ 18 เดือน นับจากวันที่ผู้อำนวยการใหญ่ฯได้แจ้งการยอมรับหรือการแก้ไขโดยสมัชชาองค์อนามัยโลก การปฏิเสธ หรือขอสงวนสิทธิ์ที่ผู้อำนวยการใหญ่ฯได้รับหลังพ้นระยะเวลาดังกล่าวถือว่าไม่มีผล

2.กฎอนามัยฯจะมีผลบังคับใช้ภายใน 24 เดือนหลังวันที่แจ้งให้ประเทศสมาชิกทราบ ตามที่อ้างในย่อหน้า 1 ของมาตรานี้ ยกเว้น

(ก)ประเทศสมาชิกได้ปฏิเสธกฎอนามัยฯนี้หรือขอแก้ไขตามมาตรา 61

(ข)ประเทศสมาชิกขอสงวนสิทธิ์ ก่อนที่กฎอนามัยฯนี้จะมีผลบังคับใช้ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 62

(ค)ประเทศสมาชิกที่เพิ่งเป็นสมาชิกขององค์การอนามัยโลกหลังวันที่ผู้อำนวยการใหญ่ฯแจ้งการยอมรับกฎอนามัยฯ ตามอ้างใน ย่อหน้า1 มาตรา 64

3.ถ้าประเทศสมาชิกไม่สามารถแก้ไขกฎหมายของประเทศและการเตรียมการบริหารจัดการสำหรับรองรับกฎอนามัยฯนี้ได้ทัน ตามเวลาที่กำหนดไว้ในย่อหน้า 2 ของมาตรานี้ ประเทศสมาชิกจะยื่นเอกสารสำแดงต่อผู้อำนวยการใหญ่ฯภายในเวลาที่กำหนดในย่อหน้า 1 ของมาตรานี้ ในเรื่องการแก้ไขปรับปรุงที่ชัดเจนและจะดำเนินการให้เสร็จสิ้นไม่นานกว่า 12 เดือนหลังประเทศสมาชิกประกาศบังคับใช้กฎอนามัยฯนี้

 

มาตรา60

ประเทศสมาชิกใหม่ขององค์การอนามัยโลก

ประเทศใดๆซึ่งเพิ่งเป็นสมาชิกขององค์การอนามัยโลกหลังวันที่ผู้อำนวยการใหญ่ฯได้รับแจ้งการยอมรับหรือการแก้ไขตามอ้างในย่อหน้า1 มาตรา59 และยังไม่ถือว่าเป็นประเทศสมาชิกที่ต้องปฏิบัติตามกฎอนามัยฯนี้อาจจะติดต่อสื่อสารขอปฏิเสธหรือขอสงวนสิทธิ์ในกฎอนามัยฯนี้ ภายในระยะเวลา 12 เดือน นับจากวันที่ได้รับแจ้งจากผู้อำนวยการใหญ่ฯหลังจากเป็นสมาชิกขององค์การอนามัยโลกแล้ว ถ้าไม่มีการปฏิเสธการปฏิบัติตามกฎอนามัยฯนี้ กฎอนามัยฯนี้จะมีผลบังคับใช้ในประเทศนั้น ตามบทบัญญัติ มาตรา 62 และ 63 เมื่อเลยระยะเวลาที่กล่าวมาข้างต้น แต่จะต้องไม่บังคับใช้ก่อน 24 เดือน หลังการแจ้งการยอมรับหรือการแก้ไข ตามอ้างถึง ย่อหน้า 1 ของมาตรา 59

 

มาตรา61

การปฏิเสธ

ถ้าประเทศใดแจ้งการปฎิเสธหรือการแก้ไขกฎอนามัยฯนี้ ไปยังผู้อำนวยการใหญ่ฯ ภายในระยะเวลาที่บัญญัติไว้ในย่อหน้า 1 มาตรา 59 กฎอนามัยฯหรือการแก้ไขจะยังไม่มีผลบังคับใช้กับประเทศนั้น ข้อตกลงสุขาภิบาลระหว่างประเทศหรือกฎระเบียบอื่นใดตามรายชื่อ ในมาตรา58 ซึ่งประเทศสมาชิกนั้นถือปฏิบัติอยู่แล้วจะยังมีผลบังคับใช้อยู่

 

 

 

มาตรา62

การขอสงวนสิทธิ์

1.ประเทศใดๆจะขอสงวนสิทธิ์ในกฎอนามัยฯนี้ได้ตามมาตรานี้ แต่การขอสงวนสิทธิ์ดังกล่าวจะต้องจะต้องไม่ขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ของกฎอนามัยฯนี้

2.การขอสงวนสิทธิ์ในกฎอนามัยฯนี้ จะต้องแจ้งไปยังผู้อำนวยการใหญ่ฯตามย่อหน้า 1 ของมาตรา59  และ มาตรา 60  ย่อหน้า 1 ของ มาตรา63 หรือ ย่อหน้า 1 ของมาตรา 64 แล้วแต่กรณี ประเทศที่ไม่ใช่สมาชิกขององค์การอนามัยโลกจะแจังขอสงวนสิทธิ์ใดๆและการยอมรับใช้กฎอนามัยฯนี้ฯให้ผู้อำนวยการใหญ่ฯพร้อมเหตุผลที่ขอสงวนสิทธิ์

3.การขอปฏิเสธบางส่วนของกฎอนามัยฯนี้ จะถือว่าเป็นการขอสงวนสิทธิ์

4.ผู้อำนวยการใหญ่ฯ อาศัยความตามย่อหน้า 2 ของมาตรา65 จะออกเอกสารแจ้งการขอสงวนสิทธิ์ที่ได้รับจากประเทศสมาชิกตามย่อหน้า2 ของมาตรานี้ ผู้อำนวยการใหญ่ฯจะ

(ก)ร้องขอประเทศสมาชิกถ้าการขอสงวนสิทธิ์กระทำขึ้นก่อนบังคับใช้กฎอนามัยฯนี้ให้แจ้งการคัดค้านเรื่องการสงวนสิทธิ์ไปยัง ผู้อำนวยการใหญ่ฯภายใน 6 เดือน หรือ

(ข)ร้องขอประเทศสมาชิกถ้าการขอสงวนสิทธิ์กระทำหลังบังคับใช้กฎอนามัยฯ ให้แจ้งการคัดค้านเรื่องการสงวนสิทธิ์ไปยังผู้อำนวยการใหญ่ฯภายใน 6 เดือน พร้อมเหตุผล

5.หลังระยะเวลานี้ ผู้อำนวยการใหญ่ฯจะแจ้งประเทศสมาชิกเรื่องการคัดค้านการขอสงวนสิทธิ์ที่ได้รับ ถ้าภายใน 6 เดือน นับจากวันที่แจ้งตามอ้างในย่อหน้า 4 ของมาตรานี้ มีการคัดค้านจาก ประเทศสมาชิก ตามอ้างในย่อหน้า 4 ตามมาตรานี้ ถึง 1ใน3 จะถือว่าเป็นการยอมรับกฎอนามัยฯนี้และจะมีผลบังคับใช้ในประเทศที่ขอสงวนสิทธิ์

6.ถ้าประเทศตามอ้างในย่อหน้า 4 ของมาตรานี้ อย่างน้อย 1 ใน 3 คัดค้านการขอสงวนสิทธิ์ เมื่อสิ้นสุดระยะเวลา 6 เดือน นับจากวันแจ้งตามอ้างในย่อหน้า 4 ของมาตรานี้ ผู้อำนวยการใหญ่ฯ จะแจ้งประเทศที่ขอสงวนสิทธิ์พร้อมความเห็นให้พิจารณาถอนการขอสงวนสิทธิ์ภายใน 3 เดือน นับจากวันรับแจ้งจากผู้อำนวยการใหญ่ฯ

7.ประเทศที่ขอสงวนสิทธิ์อาจจะยังปฏิบัติตามพันธะที่สอดคล้องกับเรื่องที่ขอสงวนสิทธิ์ไว้ ซึ่งประเทศนั้นยอมรับตามข้อตกลงสุขาภิบาลระหว่างประเทศหรือกฎกติกามารยาทใดๆ ตามมาตรา 58

8.ถ้าประเทศที่ขอสงวนสิทธิ์ไม่ถอนการขอสงวนสิทธิ์ภายใน 3 เดือน นับจากวันที่ได้รับแจ้งจากผู้อำนวยการใหญ่ฯ ตามอ้างในย่อหน้า 6 ของมาตรานี้ ผู้อำนวยการใหญ่ฯ จะขอความเห็นจากคณะกรรมการทบทวนถ้าประเทศที่ขอสงวนสิทธิ์ร้องขอ คณะกรรมการทบทวนจะแจ้งผลกระทบด้านปฏิบัติต่อการบังคับใช้กฎอนามัยฯกลับไปยังผู้อำนวยการใหญ่ฯโดยเร็วที่สุด ตามมาตรา 50

9.ผู้อำนวยการใหญ่ฯจะส่งการขอสงวนสิทธิ์และความเห็นของคณะกรรมการทบทวนไปยังสมัชชาองค์การอนามัยโลกเพื่อพิจารณา ถ้าเสียงส่วนใหญ่ของสมัชชาฯคัดค้านการขอสงวนสิทธิ์เพราะการขอสงวนสิทธิ์ขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ของกฎอนามัยฯนี้ การขอสงวนสิทธิ์จะตกไป และกฎอนามัยฯนี้จะมีผลบังคับใช้กับประเทศที่ขอสงวนสิทธิ์ แต่ต้องหลังจากที่ประเทศที่ขอสงวนสิทธิ์ขอถอนการขอสงวนสิทธิ์ตามมาตรา 63

ถ้าสมัชชาฯยอมรับการขอสงวนสิทธิ์ กฎอนามัยฯนี้จะมีผลบังคับใช้กับประเทศที่ขอสงวนสิทธิ์ยกเว้นเรื่องที่ขอสงวนสิทธิ์ไว้

มาตรา63

การขอถอนการปฏิเสธและการขอสงวนสิทธิ์

1.การถอนการปฏิเสธที่ดำเนินการตามมาตรา61 จะกระทำได้ทุกเวลาโดยประเทศแจ้งไปยังผู้อำนวยการใหญ่ฯ ในกรณีดังกล่าว กฎอนามัยฯจะมีผลบังคับใช้กับประเทศนั้นเมื่อผู้อำนวยการใหญ่ฯได้รับเรื่องการถอนแล้ว  ยกเว้นถ้าประเทศนั้นยื่นเรื่องการขอสงวนสิทธิ์เมื่อถอนการปฏิเสธ ในกรณีหลังกฎอนามัยฯจะมีผลบังคับใช้ได้ตามบัญญัติในมาตรา 62 แต่การบังคับใช้จะไม่เกิดขึ้นก่อน 24 เดือน หลังวันแจ้งตามอ้าง ในย่อหน้า 1 ของมาตรา 59

2.การถอนการขอสงวนสิทธิ์บางส่วนหรือทั้งหมดโดยประเทศสมาชิกจะกระทำได้ทุกเมื่อโดยการแจ้งไปยังผู้อำนวยการใหญ่ฯ   ในกรณีดังกล่าวการถอนจะมีผลตั้งแต่วันที่ผู้อำนวยการใหญ่ได้รับเอกสารแจ้งแล้ว

 

มาตรา64

ประเทศที่ไม่ใช่สมาชิกองค์การอนามัยโลก

1.ประเทศที่ไม่ใช่สมาชิกขององค์การอนามัยโลก ที่เป็นสมาชิกของข้อตกลงสุขาภิบาลระหว่างประเทศอื่นๆตามรายชื่อ ในมาตรา 58 หรือประเทศที่ผู้อำนวยการใหญ่ฯแจ้งเรื่องการยอมรับกฎอนามัยฯนี้โดยสมัชชาองค์การอนามัยโลกจะเป็นสมาชิกในทันทีที่แจ้งการยอมรับกฎอนามัยฯนี้ไปยังผู้อำนวยการใหญ่ฯ บทบัญญัติตามมาตรา 62  จะทำให้การยอมรับมีผลตั้งแต่วันที่บังคับใช้กฎอนามัยฯนี้ หรือ ถ้าการยอมรับนั้นได้แจ้งหลังวันนั้น 3 เดือน หลังจากวันที่ผู้อำนวยการใหญ่ฯได้รับเอกสารแจ้งความยอมรับ

2.ประเทศที่ไม่ใช่สมาชิกขององค์การอนามัยโลกจะกลายเป็นประเทศสมาชิกของกฎอนามัยฯนี้ อาจจะขอถอนการมีส่วนร่วมของกฎอนามัยฯนี้ได้ทุกเวลาโดยการแจ้งไปยังผู้อำนวยการใหญ่ฯ ซึ่งจะมีผล ใน 6 เดือน หลังผู้อำนวยการใหญ่ฯได้รับเอกสารแจ้งความ ประเทศที่ขอถอนตัวจะต้อง กลับไปถือปฏิบัติตามบทบัญญัติของข้อตกลงสุขาภิบาลระหว่างประเทศหรือกฎกติกามารยาทตามรายชื่อ ใน มาตรา 58 อย่างที่เคยปฏิบัติมาก่อน ตั้งแต่วันนั้น

 

มาตรา65

การแจ้งความโดยผู้อำนวยการใหญ่ฯ

1.ผู้อำนวยการใหญ่ฯจะแจ้งประเทศสมาชิกและสมาชิกองค์การอนามัยโลกที่เกี่ยวข้องและประเทศสมาชิกข้อตกลงสุขาภิบาลระหว่างประเทศหรือกฎกติกาอื่นๆตามรายชื่อในมาตรา 58 ทราบ เรื่องการรับรองกฎอนามัยฯโดยสมัชชาองค์การอนามัยโลก

2.ผู้อำนวยการใหญ่ฯจะแจ้งประเทศต่างๆดังกล่าว และประเทศผู้ปฏิบัติ หรือ ประเทศผู้ขอแก้ไขกฎอนามัย ถึงเรื่องที่องค์การอนามัยโลกได้รับแจ้งตามมาตรา60 ถึง 64 รวมถึงการตัดสินของสมัชชาองค์การอนามัยโลก ตามมาตรา 62

 

 

มาตรา 66

ข้อความของแท้

1.ข้อความภาษาอาหรับ จีน อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย และสเปน บรรยายความตามกฎอนามัยฯนี้ถือว่าเป็นเอกสารของแท้เท่ากันหมด ข้อความต้นฉบับจะเก็บรักษาไว้ที่องค์การอนามัยโลก

2.ผู้อำนวยการใหญ่ฯจะส่งเอกสารแจ้งความ ตาม ย่อหน้า 1 ตามมาตรา 59 พร้อมกฎอนามัยฯฉบับที่ได้รับการรับรองแล้วไปยังประเทศสมาชิกทุกประเทศ และสมาชิกเกี่ยวข้อง และประเทศอื่นๆที่ปฏิบัติตามข้อตกลงสุขาภิบาลระหว่างประเทศหรือกฎระเบียบอื่นๆ ตามรายชื่อ ในมาตรา58

3.เมื่อประกาศใช้บังคับตามกฎอนามัยฯนี้แล้ว ผู้อำนวยการใหญ่ฯจะส่งกฎอนามัยฯฉบับที่รับรองแล้วไปยังเลขาธิการองค์การสหประชาชาติเพื่อลงทะเบียนตามมาตรา 102 ของกฏบัตรสหประชาชาติ