หน่วยควบคุมโรคติดต่อนำโดยแมลงที่ ๑๐.๓.๑ แม่สาย

Vector Borne Diseases Unit. 10.3.1 Maesai

วงจรชีวิตของยุง

                       ยุงมีวงจรชีวิตสมบูรณ์แบบ (holometabolous, complete metamorphosis) ซึ่งประกอบด้วย ไข่ (egg), ลูกน้ำ (larva; พหูพจน์ =larvae), ตัวโม่ง (pupa; พหูพจน์=pupae) และยุงตัวแก่ (adult) วงจรชีวิตของยุงใช้เวลาแตกต่างกัน ตั้งแต่หนึ่งสัปดาห์จนถึงหลายสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับชนิดของยุง ยุงบางชนิดสามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้ในฤดูหนาวโดยการจำศีล จนถึงฤดูใบไม้ผลิ จึงวางไข่ และตายไปในที่สุด ยุงมีวงจรชีวิตโดยเฉลี่ย 9-14 วัน

 

วงจรชีวิตของยุง

ระยะไข่ (Egg stage)

                      เมื่อไข่สุกเต็มที่ยุงตัวเมียจะหาแหล่งน้ำที่เหมาะสมในการวางไข่ หลังจากวางไข่แล้ว ยุงตัวเมียก็ออกดูดเลือดใหม่และวางไข่ได้อีก บางชนิดที่มีอายุยืนมาก อาจวางไข่ได้ร่วม 10 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกันประมาณ 4-5 วัน แต่อาจเร็วกว่าหรือนานกว่า ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและชนิดของยุง ส่วนยุงตัวผู้ตลอดอายุขัยจะกินอาหารจากแหล่งน้ำหวานของดอกไม้ หรือพืชที่ผลิตน้ำตาลในธรรมชาติ เช่นเดียวกับยุงบางชนิดที่ตัวเมียไม่กัดดูดเลือดคนหรือสัตว์เลย

                      ยุงทุกชนิดวางไข่ในน้ำ อาจเป็นน้ำที่อยู่ในแหล่งน้ำ หรืออาจเป็นผิวดินเปียกชื้นที่มีน้ำท่วมถึง ยุงตัวเมียวางไข่บนผิวน้ำ ยกเว้นยุงลายที่วางไข่เหนือน้ำ ในบริเวณที่มีน้ำท่วมถึงได้ ยุงตัวเมียวางไข่ประมาณ 30-300 ฟองต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับชนิดของยุงและปริมาณเลือดที่กินเข้าไป ไข่จะมีสีขาวหรือครีมเมื่อออกมาใหม่ๆ และในเวลาไม่กี่นาทีจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหรือน้ำตาลดำไปจนถึงสีดำสนิทภายใน 12-24 ชั่วโมง ไข่แต่ละฟองมีขนาด 1/50 นิ้ว หรือประมาณ 0.5 มิลลิเมตร ไข่ยุงมีรูปร่างลักษณะหลายแบบขึ้นอยู่กับชนิด มองด้วยตาเปล่าแยกกันไม่ออก ไข่ยุงจะเรียงเป็นระเบียบในวงขาหลังของยุงที่กันไว้จนหมด เวลาวางไข่จึงเรียงกันเป็นระเบียบ ไข่ยุงอาจเรียงตัวชั้นเดียว หรือรวมกลุ่มกันเป็นแพ ไข่ยุงส่วนใหญ่ทนต่อความแห้งแล้งไม่ได้ ยกเว้นไข่ของยุงลายซึ่งสามารถทนทานต่อความแห้งแล้งได้นานหลายเดือน ในเขตร้อนชื้นไข่จะฟักออกเป็นตัวภายใน 2-3 วัน ระยะฟักตัวตั้งแต่ยุงตัวเมียวางไข่จนฟักเป็นลูกน้ำ ใช้เวลา 1-3 วัน

                      ยุงลายจะวางไข่ในน้ำนิ่งใส ในภาชนะขังน้ำที่มนุษย์สร้างขึ้น บ้างก็วางไข่ในน้ำสกปรก แต่ยุงลายจะไม่ชอบวางไข่ในน้ำเน่า น้ำเสีย น้ำโสโครก ยุงลายวางไข่เป็นฟองเดี่ยวๆ ติดไว้ที่ผนังด้านในบริเวณที่ชื้นเหนือระดับน้ำเล็กน้อย ไข่มีลักษณะรีคล้ายกระสวย จะลอยเป็นเม็ดๆ ตามน้ำใสสะอาด จะฟักเป็นตัวลูกน้ำภายใน 1-2 วัน ไข่ยุงลายสามารถอยู่ในที่แห้งได้นานเป็นปี (ความชื้นสูงและอุณหภูมิประมาณ 28-30 องศาเซลเซียส) เมื่อระดับน้ำท่วมไข่ ไข่ก็จะฟักออกมาเป็นตัวลูกน้ำได้ในเวลาอันรวดเร็ว ตั้งแต่ 20-60 นาที แต่อัตราการฟักออกเป็นตัวลูกน้ำจะลดน้อยลงตามระยะเวลาที่นานขึ้น ยุงลายวางไข่ได้ประมาณ 50-150 ฟองต่อครั้ง ตลอดชีวิตวางไข่ได้ 1-7 ครั้ง  

                                                      

                         ยุงรำคาญวางไข่ในแหล่งน้ำขังหลายชนิด เช่น น้ำที่ค่อนข้างเน่า และมีอินทรีย์สารสูงใต้อาคารบ้านเรือน  น้ำทิ้งในท่อระบายน้ำ หรือตามทุ่งนา บ่อน้ำร้าง แอ่งรอยเท้าสัตว์ แต่ยุงรำคาญบางชนิด เช่น Culex quinquefasciatus วางไข่บนผิวน้ำนิ่งที่สะอาด อาจเป็นกระป๋อง ถังน้ำ อ่างน้ำ ร่องน้ำ คูน้ำ โดยเฉพาะที่อับลม และมีร่มเงา มีใบไม้ใบหญ้าช่วยกำบัง
                          ยุงรำคาญจะวางไข่ตอนกลางคืน ไข่จะเกาะติดกันเป็นแพ ขนาด 100 ถึง 300 ฟอง มองดูเหมือนกับเขม่าก้อนเล็กๆ ขนาด 1.5x3 มิลลิเมตร ลอยอยู่บนผิวน้ำ ไข่ของยุงรำคาญมีรูปร่างคล้ายตอร์ปิโด เช่นเดียวกับไข่ยุงลายปลายข้างหนึ่งจะมีปลอกคล้ายหมวกแก๊ปหรือถ้วยครอบอยู่ โดยใช้ส่วนนี้แตะกับผิวน้ำในขณะที่ลอยอยู่ในน้ำ ไข่ไม่ค่อยทนต่อความแห้งแล้ง ในระยะ 2-3 วันจะแตกตัวเป็นลูกน้ำยุง ตัวเมียสามารถวางไข่ได้ทุกๆ สามวัน ตลอดชีวิตของมัน

                                    

                       ยุงก้นปล่องจะวางไข่เป็นฟองเดี่ยว บนผิวน้ำในตอนกลางคืน ไข่ของยุงก้นปล่องจะฟักในน้ำเสมอ อาจเป็นน้ำจืด น้ำกร่อย แล้วแต่ชนิดของยุง วางไข่ครั้งละประมาณ 150 ฟอง ไข่มีรูปร่างเพรียวคล้ายเรือบด บริเวณสองข้างตอนกลางของฟองไข่มีเยื่ออากาศเป็นทุ่นเรียกว่า float เป็นส่วนที่ช่วยพยุงให้ไข่ลอยตัวบนผิวน้ำเกาะกันเป็นกลุ่ม ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของไข่ยุงในตระกูลยุงก้นปล่อง มีขนาดประมาณ 1 มิลลิเมตร ไข่ใช้เวลา 1-3 วัน จึงฟักตัวเป็นลูกน้ำ

 

                        ไข่ของยุงลายเสือมีลักษณะคล้ายกระสวยติดกันเป็นกลุ่มใต้ผิวน้ำ ติดกับด้านใต้ของใบพืชน้ำ มีสีคล้ำ เกาะกันอยู่เป็นกระจุกรูปร่างคล้ายกลีบดอกไม้ ประกอบด้วยไข่ประมาณ 75-200 ฟอง ไข่ใช้เวลา 2-3 วัน จึงฟักเป็นตัวลูกน้ำ

 ระยะลูกน้ำตัวยาว (Larva stage)

 

                  ลูกน้ำของยุง (larva) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  wigglers/wrigglers ลูกน้ำยุงอาศัยอยู่ในน้ำ หายใจด้วยท่ออากาศ โดยโผล่ขึ้นหายใจเอาก๊าซออกซิเจนที่ผิวน้ำ กระบวนการหายใจด้วยท่ออากาศช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญภายในของลูกน้ำยุงได้มาก แม้ว่าจะไม่ช่วยสะสมพลังงานสำรองภายในเซลล์เท่าใดนัก ลูกน้ำยุงมีส่วนอกกว้างใหญ่กว่าส่วนหัวและส่วนท้อง ไม่มีขา บริเวณอกด้านข้างจะมีหนามข้างละ 2 อัน มีลำตัวยาวเรียวประกอบด้วยปล้อง 10 ปล้อง มีท่อหายใจอยู่บนปล้องที่ 8 และมีกลุ่มขน 1 กลุ่มอยู่บนท่อหายใจนั้น มีการเจริญเติบโตแบ่งออกเป็น 4 ระยะ (larval instars) ในแต่ละระยะลูกน้ำจะตัวโตขึ้นโดยการลอกคราบ (molting) ตัวอ่อนที่ได้จากการลอกคราบแต่ละครั้งเรียกว่า instar (first instar, second instar, third instar และ fourth instar)  ลูกน้ำยุงลอกคราบ 4 ครั้งในขณะที่เติบโตเป็นตัวโม่ง หลังลอกคราบครั้งที่ 3 มันจะโตขึ้นจนมีความยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร ต่อจากนี้ไปมันจะหยุดกินอาหาร เพื่อเตรียมตัวจำศีล และเมื่อลอกคราบครบ 4 ครั้งแล้ว มันก็จะกลายเป็นตัวโม่ง

                  ลูกน้ำไม่ชอบแสงสว่าง มักไวต่อแสงไฟและการสั่นสะเทือน เคลื่อนไหวอย่างว่องไวคล้ายงูเลื้อย ลูกน้ำต้องอาศัยอยู่ในน้ำตลอดระยะที่ดำรงชีวิต มีบางชนิดที่ปรับสภาพพัฒนาตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อม เช่น สามารถอยู่ได้ในสภาพที่เป็นโคลนเปียก หรือในน้ำที่มีอุณหภูมิต่ำหรือสูง ลูกน้ำของยุงชนิดต่างๆ หายใจจากผิวน้ำโดยผ่านท่อหายใจ (ยุงลายและยุงรำคาญ) หรือรูหายใจ (ยุงก้นปล่อง) โดยลูกน้ำต้องยื่นท่ออากาศขึ้นมาเพื่อหายใจเหนือผิวน้ำ และต้องกินอาหารบ่อยๆ ตลอดเวลา เนื่องจากการลอกคราบต้องใช้ พลังงานมาก มันห้อยหัวลง โผล่ท่ออากาศที่หางขึ้นมา และโบกพัดขนรอบๆ ปาก เพื่อกรองเอาทุกสิ่งที่กินได้เข้าไปในปาก แต่ลูกน้ำของยุงลายเสือมีท่อหายใจที่สามารถสอดหรือแทงเข้าไปในบริเวณรากของพืชน้ำ โดยเฉพาะพวกจอกและผักตบชวา เพื่อใช้ออกซิเจนจากโพรงอากาศที่อยู่ที่รากหรือลำต้นของพืชน้ำ ลูกน้ำยุงกรองสารอินทรีย์ในน้ำผ่านทางส่วนปากเพื่อเป็นอาหาร ระยะลูกน้ำถือเป็นระยะที่แอ็คทีฟในวงจรชีวิตของยุง ลูกน้ำจะกินอาหารจำพวกสารอินทรีย์ แบคทีเรีย แพลงตอน โปรโตซัว ยีสต์ สาหร่ายเซลเดียว เห็ดรา และพืชน้ำที่มีขนาดเล็กเป็นอาหาร ลูกน้ำยุงก้นปล่องส่วนใหญ่หากินบริเวณผิวน้ำ บางชนิดอาจดำลงไปกินอาหารใต้ผิวน้ำด้วย ในขณะที่ลูกน้ำยุงลาย ยุงรำคาญ และยุงเสือหากินใต้ผิวน้ำ ลูกน้ำยุงยักษ์กินลูกน้ำชนิดอื่นหรือพวกเดียวกันเองเป็นอาหาร เช่น Toxorhynchites เป็นยุงยักษ์ขนาดใหญ่ที่สุดกินลูกน้ำยุงอื่นทุกชนิดที่อาศัยอยู่กับมัน ลูกน้ำยุงเจริญเติบโตจนมีขนาดยาว 1-2 เซนติเมตร ระยะลูกน้ำยุงยาวนานเฉลี่ย 4-14 วัน หรืออาจนานเป็นหลายสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิน้ำ

                  ลูกน้ำยุงลายมักอาศัยตามแหล่งน้ำขังชั่วคราวหรือน้ำนิ่งที่มีความใสสะอาด เช่นแจกัน โอ่งน้ำ เป็นต้น ท่อหายใจของยุงลายสั้นกว่าท่อหายใจของยุงรำคาญ ลำตัวเกือบอยู่ในแนวตั้งฉากกับผิวน้ำ มักเกาะที่ผิวน้ำโดยห้อยหัวอยู่ใต้น้ำ และหาอาหารที่ก้นภาชนะ ระยะนี้ใช้เวลา 7-10 วันก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นตัวโม่ง

 

                       -  ลูกน้ำยุงลายบ้าน บริเวณปล้องที่แปดมีเกล็ดอยู่หนึ่งแถว ประมาณ 8-12 อัน บริเวณขอบตรงส่วนปลายของเกล็ดจะแยกเป็นแฉก

                         และที่บริเวณอกจะมีหนามแหลม

                      -  ลูกน้ำยุงลายสวน บริเวณปล้องที่แปดมีเกล็ดอยู่หนึ่งแถว ประมาณ 8-12 อัน ส่วนปลายของเกล็ดที่บริเวณขอบไม่แยกเป็นแฉก

                          ส่วนอกไม่มีหนามแหลม

               ลูกน้ำยุงรำคาญ มีท่อหายใจยาว เกาะที่ผิวน้ำโดยห้อยหัวอยู่ใต้น้ำเช่นกัน แต่หาอาหารที่แขวนลอยอยู่ในน้ำ

 

                                 

                       ลูกน้ำยุงก้นปล่องวางตัวขนานกับผิวน้ำ มีขนรูปพัดเรียกว่า palmate hairs ปรากฏอยู่บนปล้องท้องเกือบทุกปล้อง ทำหน้าที่พยุงลูกน้ำให้ลอยตัว และช่วยในการกวาดอาหารเข้าสู่ปากได้โดยง่าย เป็นลักษณะเฉพาะของลูกน้ำยุงก้นปล่อง ลูกน้ำยุงก้นปล่องจะหาอาหารที่ผิวน้ำ เพราะไม่มีท่อหายใจ แต่จะหายใจผ่านรูหายใจ (spiracle) ลูกน้ำยุงก้นปล่องใช้เวลา 4-5 วัน ไปจนถึงหลายสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับชนิดของยุงก้นปล่องและสภาพแวดล้อมที่มันอาศัยอยู่ ก่อนเข้าสู่ระยะตัวโม่ง

 

 

เปรียบเทียบลักษณะลูกน้ำยุงลาย ลูกน้ำยุงก้นปล่อง และลูกน้ำยุงรำคาญ

                      ลูกน้ำยุงลายเสือมีลักษณะพิเศษอยู่ที่ท่อหายใจ (siphon) อยู่ที่หาง ใต้ลำตัว จึงไม่ต้องลอยสู่ผิวน้ำเพื่อหายใจ แต่การลอกคราบเป็นดักแด้ต้องลอยขึ้นเหนือผิวน้ำ ลูกน้ำต้องหงายท้องยื่นท่ออากาศขึ้นมาหายใจ ท่อหายใจมีลักษณะรูปกรวยสั้น ปลายแหลมหยักคล้ายใบเลื่อยใช้เจาะติดกับต้นหรือรากพืชน้ำ มีลิ้นปิดเปิดแข็งแรงมาก หายใจโดยได้รับออกซิเจนจากเซลล์ของพืชน้ำ ใช้เวลาเจริญเติบโตนานกว่าลูกน้ำยุงชนิดอื่น โดยเฉลี่ย 16-20 วัน

 

 ระยะลูกน้ำตัวกลม หรือตัวโม่ง (Pupa stage)

  

                 จากระยะลูกน้ำ จะมีการลอกคราบและเปลี่ยนแปลงรูปร่างเป็นตัวโม่ง หรือตัวอ่อนของยุง (ดักแด้) (pupa) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า tumblers ลักษณะตัวจะโค้งงอ คล้ายเครื่องหมายจุลภาค (,) อาศัยอยู่ในน้ำ ส่วนหัวเชื่อมต่อกับส่วนอก ส่วนท้องแบ่งออกเป็น    8 ปล้อง เมื่อออกมาใหม่ๆ จะมีสีน้ำตาลอ่อน แล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำ ไม่มีขา มีท่อหายใจคู่หนึ่งอยู่ตอนหัวบนส่วน cephalothorax (ส่วนหัวรวมกับส่วนอก) ลักษณะคล้ายแตร (trumpets) ตัวโม่งเบากว่าน้ำจึงลอยน้ำได้ อาจแบ่งรูปร่างลักษณะตัวโม่งออกเป็นสองส่วน ส่วนหน้าและส่วนท้อง ส่วนหน้าของตัวโม่งประกอบด้วยหัวและอก ซึ่งมีขนาดขยายใหญ่มากขึ้น ท่อหายใจอยู่บนผิวด้านบน โดยจะโผล่ขึ้นมาหายใจเป็นระยะๆ ส่วนท้องเป็นส่วนที่เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ โดยมีรยางค์ลักษณะคล้ายใบพายที่ส่วนหาง มีนิสัยลอยนิ่งอยู่บนผิวน้ำ แต่จะดำลงสู่ใต้น้ำเร็วมากเมื่อถูกรบกวนหรือถูกแสง และอยู่ใต้น้ำได้นานหลายนาที แล้วจึงค่อยๆ ลอยขึ้นมาเหนือน้ำในเวลาต่อมา ตัวโม่งเป็นระยะฟักตัว ไม่กินอาหาร รับเอาอากาศในการหายใจแต่เพียงอย่างเดียว ตัวโม่งของยุงลายเสือแตกต่างกับชนิดอื่นโดยมีท่อหายใจแหลมสามารถแทงเข้ารากหรือลำต้นพืชน้ำเพื่อหายใจเหมือนกับระยะลูกน้ำ ตัวโม่งของยุงแตกต่างจากแมลงชนิดอื่น ตรงที่เป็นระยะแอ็คทีฟมาก  ใช้เวลา 1-4 วัน จึงลอกคราบเป็นตัวเต็มวัย

 ตัวโม่งยุงลาย  ใช้เวลา 1-2 วัน ก่อนที่จะกลายเป็นยุงตัวเต็มวัย

  

 ตัวโม่งยุงรำคาญ คล้ายกับตัวโม่งยุงลาย

  ตัวโม่งยุงก้นปล่อง ใช้เวลาโดยเฉลี่ย 2-3 วัน จึงกลายเป็นยุงตัวเต็มวัย 

                    ตัวโม่งยุงลายเสือ แตกต่างกับชนิดอื่น โดยมีท่อหายใจแหลม สามารถแทงเข้ารากหรือลำต้นพืชน้ำ ใช้เวลาเป็นตัวโม่งโดยเฉลี่ย  5-7 วัน จึงกลายเป็นยุงตัวเต็มวัย

 

 เปรียบเทียบลักษณะตัวโม่งยุงรำคาญ ตัวโม่งยุงก้นปล่อง และตัวโม่งยุงลาย

 
ยุงตัวเต็มวัย (Adult stage)

 

                    วัฏจักรชีวิตของยุงสิ้นสุดลงเมื่อตัวโม่งเจริญเป็นตัวแก่ ตัวแก่จะใช้ความดันอากาศเพื่อแกะเปลือกหุ้มตัวโม่งออกมาโดยผนังส่วนอกด้านบนจะแยกออก ส่วนอกของยุงจะเป็นส่วนแรกที่โผล่ออกมา จากนั้นจะตามมาด้วยส่วนของท้อง รวมทั้งขา ยุงจะคลานไปยังบริเวณที่ปลอดภัย แล้วลอยอยู่บนผิวน้ำ ตัวแก่ที่ลอกคราบออกจากตัวโม่งใหม่ๆ จะลอยนิ่งบนผิวน้ำเพื่อปรับสภาพร่างกาย เพื่อให้โครงสร้างกระดูกภายนอกแข็งแกร่งขึ้น จากนั้นสลัดปีกให้แห้ง ใช้เวลาพักตัวนานประมาณ 5-10 นาที ก็พร้อมที่จะบินได้ทันที ระยะนี้ยุงยังไม่กินอาหารและไม่ผสมพันธุ์

 

                    อาหารที่ใช้ในระยะนี้ของทั้งยุงตัวผู้และตัวเมีย เป็นน้ำหวานจากดอกไม้หรือต้นไม้ ยุงตัวผู้มีปากที่สั้น กินน้ำหวานจากดอกไม้ ส่วนยุงตัวเมียมีปากที่ยาวสำหรับดูดกินเลือดจากสัตว์และมนุษย์  

                    เฉพาะยุงตัวเมียเท่านั้นที่กัดกินเลือดสัตว์ เพราะต้องการโปรตีนจากเลือด (ทั้งสัตว์เลือดอุ่น สัตว์เลือดเย็น และนก) เพื่อไปใช้ในกระบวนการผลิตไข่เพื่อการสืบพันธุ์ ยุงกินเลือดคนแต่ละครั้งปริมาณมากกว่า 3 เท่าของน้ำหนักตัว ยุงตัวผู้ไม่กินเลือด แต่ยุงทั้งตัวผู้และตัวเมียต่างก็อาศัยน้ำหวานจากเกสรดอกไม้เป็นอาหารตามปกติวิสัยทั้งสองเพศในการให้พลังงาน ยุงยักษ์ตัวเมียวงศ์ Toxorhynchites ไม่สามารถกินเลือดเป็นอาหารได้ มันต้องกินน้ำหวานเป็นอาหารเพียงอย่างเดียว

                     ยุงตัวเมียบางชนิดชอบกัดกินเลือดคน (anthropophilic) บางชนิดชอบกินเลือดสัตว์ (zoophilic) บางชนิดกัดดูดเลือดโดยไม่เลือก ยุงสามารถเสาะพบเหยื่อได้โดยอาศัยปัจจัยหลายประการ เช่น กลิ่นตัว คาร์บอนไดออกไซด์ (ที่ออกมาจากลมหายใจ) หรืออุณหภูมิของร่างกาย ในประเทศเขตร้อน ยุงตัวเมียส่วนใหญ่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ 2-3 สัปดาห์ หรือถ้าอุณหภูมิ ความชื้น และแสงสว่างเหมาะสม ก็อาจอยู่ได้นานถึง 4-6 สัปดาห์ หรือนานกว่านี้ ยุงตัวผู้โดยทั่วไปมีอายุประมาณ 1 สัปดาห์ โดยทั่วไปยุงตัวผู้และยุงตัวเมียจะมีจำนวนเท่าๆ กัน ส่วนใหญ่แล้วยุงตัวผู้จะออกจากลูกน้ำก่อน หลังจากตัวเมียออกจากลูกน้ำไม่นานก็จะผสมพันธุ์ได้ ยุงเป็นสัตว์ที่ผสมพันธุ์ได้รวดเร็วเมื่อเทียบกับอายุขัย

ระบบรับสัญญาณเพื่อการล่าเหยื่อ มี 3 ลักษณะ

           1. ตัวรับสัญญาณเคมี เรียกว่า chemical sensors ยุงสามารถรับรู้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และกรดแลคติคได้ไกลถึง 100 ฟุต (36 เมตร)

               โดยทั่วไปสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและนกปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซดืออกมาจากกระบวนการหายใจออก นอกจากนี้สารเคมีบางชนิดใน

               เหงื่อสามารถดึงดูดให้ยุงเข้ามากัดได้ คนที่เหงื่อออกง่าย จะถูกยุงกัดได้บ่อยกว่า

           2. ตัวรับสัญญาณภาพ เรียกว่า visual sensors ตาของยุงจะไวต่อภาพเคลื่อนไหว และภาพที่มีแบ็คกราวน์ที่แตกต่างกัน ยุงจึงเห็นคนที่ใส่เสื้อ

               ผ้าชุดดำหรือโทนสีเข้มได้ง่ายกว่า และยุงสังเกตเห็นคนที่เคลื่อนไหวได้ง่ายกว่าคนที่อยู่นิ่งๆ เฉยๆ

          3. ตัวรับสัญญาณความร้อน เรียกว่า heat sensors ยุงสามารถรับรู้ระดับความร้อนรอบตัวได้ดี รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิรอบตัว

               เวลาที่ยุงเข้าใกล้สัตว์เลือดอุ่น เช่น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์ปีก ยุงจึงเข้าหาได้โดยง่าย 

ยุงลาย (Aedes)

                                 

                    ลักษณะที่เห็นได้ชัดคือ ลำตัว ท้องและขามีเกล็ดลายสีดำสลับขาว ยกเว้นที่ปีก ที่ขาหลังบริเวณปลายปล้องสุดท้ายมีสีขาวตลอด ลักษณะของปีกบางใส มีเกล็ดเล็กๆ บนเส้นปีก ลักษณะของเกล็ดแคบและยาว บนขอบหลังของปีกมีเกล็ดเล็กๆ เป็นชายครุย นอกจากนี้ยังมีอวัยวะที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการทรงตัว (halters) 1 คู่อยู่ใกล้กับปีก ยุงลายมีร่างกายอ่อนนุ่ม เปราะบาง ยุงลายกัดเจ็บและดูดเลือดนาน เป็นยุงที่หากินกลางวัน เริ่มออกหากินตั้งแต่เช้าจนค่ำ เวลาที่ชอบออกหากินคือระหว่าง เก้าโมงเช้า ถึงบ่ายสามโมง ชอบกินเลือดสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น มนุษย์มากกว่าสัตว์อื่น เมื่อหากินอยู่ในบ้านไหนแล้วมักไม่ค่อยเปลี่ยนที่หากิน ยุงลายบินได้ทนและไกลเป็นร้อยเมตรจากแหล่งเพาะพันธุ์ของมัน แต่ไม่ชอบแสงแดด มันจะบินอยู่ในที่ร่ม หรือใต้เงาไม้เท่านั้น ยุงลายเป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออกมาสู่คน อายุของยุงตัวผู้ 7 วัน ยุงตัวเมีย 30-45 วัน หรืออาจมีชีวิตยืนยาวประมาณ 4 เดือน  

                     -    ยุงลายบ้านตัวเต็มวัย บริเวณรยางค์ปากปกคลุมด้วยเกล็ดสีขาว ที่ส่วนอกบริเวณกึ่งกลางหลังจะมีขนแข็ง และมีเกล็ดสีขาวเรียงตัวกันเห็นเป็นลวดลายคล้ายพิณฝรั่งหรือเคียว

 

 

                      -    ยุงลายสวนตัวเต็มวัย มีเกล็ดสีดำที่รยางค์ปาก ด้านหลังของส่วนอกมีแถบสีขาวพาดอยู่ตรงกลาง

  

 ยุงรำคาญ (Culex)

                                               

                     ตัวแก่ของยุงรำคาญลำตัวจะมีสีดำหรือสีน้ำตาลอ่อน  ปีก ลำตัว ขา หรือส่วนอื่นๆ ของร่างกายไม่มีจุดหรือแต้มที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า นอกจากมองผ่านแว่นขยาย ในขณะดูดเลือดจะมีส่วนของลำตัวขนานกับพื้นผิว ยุงรำคาญกัดเจ็บและดูดเลือดนาน ชอบหากินช่วงเช้ามืดและพลบค่ำ เพราะไม่ชอบแสงสว่าง ชอบหากินในบ้าน และชอบกินเลือดนกและสัตว์เลี้ยงมากกว่าเลือดมนุษย์ Culex nigripalpus นำโรคไข้สมองอักเสบ St. Louis encephalitis มาสู่คน ยุงรำคาญบินไม่ทน ออกหากินไม่ไกลจากแหล่งเพาะพันธุ์ของมัน ยุงรำคาญใช้ชีวิตช่วงสั้นๆ เพียงสองสามสัปดาห์ในฤดูร้อนเท่านั้น ยุงตัวเมียที่ฟักออกมาตอนปลายฤดูร้อน จะเตรียมหาที่ร่มครึ้ม เพื่อ "จำศีล" จนกว่าจะถึงฤดูร้อนถัดไป มันจึงเริ่มออกหารแหล่งน้ำเพื่อวางไข่อีกครั้ง

ยุงก้นปล่อง (Anopheles)

                  

                   ตัวแก่ของยุงก้นปล่องจะมีจุดสีดำแต้มอยู่บนปีกเป็นหย่อมๆ ส่วนใหญ่จะออกหากินในเวลากลางคืน ยุงก้นปล่องตัวเมียผสมพันธุ์ได้ทันที การผสมพันธุ์เพียงครั้งหนึ่งสามารถวางไข่ได้ 5-6 ชุด แต่จะต้องได้รับเลือดก่อนทุกครั้ง เมื่อได้กินเลือดแล้วยุงตัวเมียจะไปเลือกที่สงบเกาะพักรอให้ไข่สุก ซึ่งใช้เวลาประมาณ 48 ชั่วโมง แล้วจะบินไปหาแหล่งน้ำที่เหมาะสมเพื่อวางไข่ ยุงที่วางไข่ เรียกว่า parous ส่วนยุงที่ยังไม่เคยวางไข่เรียกว่า nulliparous ยุงก้นปล่องเป็นยุงที่กัดทน เป็นยุงชนิดเดียวที่นำไข้มาเลเรียมาสู่คน

 ยุงเสือหรือยุงลายเสือ (Mansonia)

                              

                     ยุงลายเสือการเจริญเติบโตค่อนข้างยาว จากไข่จนกระทั่งเป็นตัวเต็มวัยใช้เวลาประมาณ 23-30 วัน ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ความชื้น ยุงชนิดนี้แตกต่างจากยุงชนิดอื่นๆ ตรงที่เกล็ด (scale) บนปีกมีสีสันลวดลายแปลกตา โดยมากเป็นสีน้ำตาล  เส้นปีกจะมีเกล็ดใหญ่ สีอ่อนสลับเข้ม ค่อนข้างกลม ลักษณะคล้ายรูปหัวใจกระจายอยู่ที่ปีกของยุง ลำตัวและขามองดูเป็นแถบสลับสีเข้มและจางเกิดจากเกล็ดสีขาวและสีดำ ลำตัวมีขนาดใหญ่ ปกคลุมด้วยเกล็ดทำให้ดูคล้ายมีฝุ่นผงเกาะติดทั่วตัว ขาลายเป็นปล้องๆ บริเวณขามีสีแบบตกกระ มีแถบขาวล้อมรอบ ตรงส่วนปลายของท้องมีลักษณะเป็น 3 พู แต่ละพูมีขนยาว 1 กระจุก ยุงลายเสือบางชนิดมีสีเหลืองขาวสลับดำคล้ายลายของเสือโคร่ง เช่น Ma. uniformis บางชนิดมีลายออกเขียวคล้ายตุ๊กแก เช่น Ma. Annulifera ยุงลายเสือหายใจผ่านทางท่อหายใจที่มีความแข็งแรง และสามารถแทงผ่านทะลุรากพืช หรือลำต้นของพืชน้ำได้ เนื่องจากการแลกเปลี่ยนออกซิเจนของยุงลายเสือ จะแลกเปลี่ยนโดยจะรับเอาออกซิเจนจากรากหรือลำต้นพืชน้ำ

                     ยุงลายเสือเป็นยุงป่าที่นำโรคเท้าช้างแพร่พันธุ์เข้ามาในเขตชุมชน เนื่องจากมนุษย์บุกรุกป่าเข้าไปในถิ่นที่อยู่อาศัยของมันเอง ยุงลายเสือกัดกินเลือดของสัตว์เช่น เลือดวัว สุนัข แพะ สัตว์ปีก และเลือดคน  ชอบออกหากินเวลากลางคืน ช่วงพลบค่ำและก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ชอบอยู่ตามทุ่ง หนองน้ำ คลอง บึง ที่มีพืชน้ำ อาจพบออกหากินเวลากลางวันในบริเวณที่ความชื้นสูง มีร่มเงา หรือถ้ามีเหยื่อเข้าไปใกล้บริเวณเกาะพัก ชอบกัดกินเลือดนอกบ้าน แต่ก็อาจหากินในบ้านที่พักอาศัยได้ เมื่อผสมพันธุ์และกินเลือดแล้ว มักจะเกาะพักบริเวณยอดหญ้ารอจนไข่สุกจึงไปวางไข่ในแหล่งเพาะพันธุ์ตามบึง หรือหนองน้ำที่มีพืชน้ำ เช่น พวกจอก ผักตบชวา แพงพวยน้ำ หรือหญ้าปล้อง ยุงตัวเมียกินเลือดเพียงครั้งเดียวก็เพียงพอต่อการเจริญของไข่ ระยะเวลาในการสร้างไข่ประมาณ 4-5 วัน

การผสมพันธุ์ของยุง

                     ยุงเริ่มผสมพันธุ์เมื่ออายุประมาณ 24 ชั่วโมง การผสมพันธุ์ของยุงส่วนใหญ่เกิดขึ้นในอากาศ ยุงก้นปล่องมีพฤติกรรมการบินว่อนเป็นกลุ่มเพื่อจับคู่ผสมพันธุ์เรียกว่า swarming โดยเฉพาะเวลาหัวค่ำและใกล้รุ่ง ตามพุ่มไม้ บนศีรษะ ทุ่งโล่ง หรือบริเวณใกล้กับเหยื่อ เป็นต้น ยุงตัวเมียส่วนใหญ่ผสมพันธุ์เพียงครั้งเดียว โดยที่เชื้ออสุจิจากตัวผู้จะถูกกักเก็บในถุงน้ำเชื้อ ซึ่งสามารถใช้วางไข่ได้ตลอดชีวิตของมัน ส่วนยุงตัวผู้สามารถผสมพันธุ์ได้หลายสิบครั้งในหนึ่งชั่วโมง ยุงตัวเมียที่จับได้ตามธรรมชาติมักมีเชื้ออสุจิอยู่ในถุงเก็บน้ำเชื้อเสมอ หลังจากนั้นยุงตัวเมียจะออกกินเลือด

                       ยุงตัวเมียเมื่อมีอายุได้ 2-3 วันจึงเริ่มออกหากินเลือดคนหรือสัตว์ หลังจากกินเลือดอิ่มแล้ว ยุงตัวเมียจะไปเกาะพักรอให้ไข่เจริญเติบโต เรียกช่วงนี้ว่า gonotrophic cycle เลือดจะเข้าไปช่วยในการเจริญของไข่ การเจริญของไข่แบบที่ต้องการโปรตีนจากเลือดเรียกว่า  anautogeny แต่มียุงบางชนิดที่ไม่จำเป็นต้องกินเลือดก็สามารถสร้างไข่ในรังไข่ได้ ไข่จะสุกได้โดยใช้อาหารที่สะสมไว้โดยไม่ต้องกินเลือด  เรียกว่า  autogeny  เช่น  ยุง  Aedes togoi , Culex molestus,  ยุงยักษ์ เลือดที่กินเข้าไปจะถูกย่อยหมดไปในเวลา 2-4 วัน แต่ถ้าอากาศเย็นลงการย่อยจะใช้เวลานานออกไป แหล่งเกาะพักของยุงลาย ได้แก่ บริเวณที่มืดอับลม ในห้องน้ำในบ้าน โดยเฉพาะตามสิ่งห้อยแขวนภายในบ้าน เช่น เสื้อผ้า มุ่ง ม่าน เป็นต้น

                        เมื่อไข่สุกเต็มที่ยุงตัวเมียจะหาแหล่งน้ำที่เหมาะสมในการวางไข่ ยุงชอบที่ร่ม น้ำที่มีใบไม้ร่วงลงไปและมีสีน้ำตาลอ่อน จะกระตุ้นการวางไข่ได้ดี แต่ยุงลายไม่ชอบน้ำที่มีกลิ่นเหม็น หลังจากวางไข่แล้ว ยุงตัวเมียก็ออกดูดเลือดใหม่และวางไข่ได้อีก